อนุฯกสม.ระดมความเห็นแก้ปัญหาโรฮิงญา เตรียมชงแก้กม.ถึงรัฐบาล เล็งชงกม.ตม.ให้สมดุลทั้ง"ความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน"
คณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการกสม.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีพบศพชาวโรฮิงญาจำนวนมากถูกฝังบริเวณชายแดนไทย – มาเลเซีย เข้าชี้แจง โดยมีตัวแทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สำนักจุฬาราชมนตรี กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และ 9 สภาทนายความ รวมทั้งที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอซท์ประจำประเทศไทยเข้าร่วมหารือเพื่อเสนอแนะความเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้เวลาหารือประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นว่าข้อมูลตอนนี้ชัดเจนแล้วว่ากรณีชาวโรฮิงจาเกี่ยวข้องกับปัญหาการค้ามนุษย์
โดยที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการแก้ปัญหาในส่วนการปฏิบัติในพื้นที่ ทั้งการพิสูจน์การตาย การพิสูจน์สัญชาติ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกับชาวโรฮิงญาที่ยังอยู่ในทะเล ควรให้หน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิในพื้นที่ รวมทั้งสำนักจุฬาราชมนตรีและเครือข่าย ประสานงานกับเอ็นจีโอมาเลเซีย โดยดำเนินการภายใต้มาตรการที่หน่วยงานความมั่นคงกำหนด ส่วนการแก้ปัญหาในทางนโยบายที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าทุกประเทศในภูมิภาคควรร่วมกันแก้ปัญหา โดยอาจมีมาตรการกดดันไปยังประเทศต้นทาง และสื่อสารกับชุมชนต้นทางให้รู้ว่าการเดินทางมาประเทศที่ 2 และ 3 มีความยากลำบาก และเสี่ยงต่อเหตุอาชญากรรม เพื่อป้องปรามกลุ่มผู้ที่จะเดินทางมาอีก
โดย นพ.นิรันดร์ กล่าวสรุปภายหลังการประชุม ว่า การแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติในพื้นที่คือให้หน่วยงานเกี่ยวกับสิทธิในพื้นที่ประสานงานกับหน่วยงานรัฐทั้งในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติ เรื่องคดีความ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือคนที่ยังลอยเรืออยู่ในทะเล ส่วนการแก้ปัญหาเชิงนโยบายนั้นเห็นว่า การประชุมระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาวันที่ 29 พ.ค.นี้ เป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะแสดงให้ประเทศที่ร่วมประชุมเห็นว่าปัญหาโรฮิงญานั้นเป็นปัญหาที่ประเทศในภูมิภาคต้องร่วมกันแก้ไข เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่ปัญหาที่ประเทศไทยทำให้เกิดขึ้น
ทั้งนี้กสม.ก็จะทำข้อเสนอแนะทางนโยบายไปยังรัฐบาลโดยสรุปจากข้อเสนอแนะของฝ่ายต่างๆที่มาร่วมประชุมในวันนี้ นอกจากนั้นก็จะเสนอผลการศึกษาของ กสม.ร่วมกับตม. เพื่อเสนอให้แก้ไขกฎหมายตม. ที่แต่เดิมให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก เพื่อแก้ให้เกิดความสมดุลระหว่างความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ยืดหยุ่นขึ้น


