"พล.ต.สรรเสริญ" เผย ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพเชิญประชุมแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา ยันไม่เปิดศูนย์พักพิง เพราะคนเหล่านี้ผิดกฎหมายเข้าเมือง
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนในการให้ความร่วมมือกับนานาชาติแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติของชาวโรฮิงญา ซึ่งส่วนหนึ่งอาจกลายเป็นเหยื่อในวงจรการค้ามนุษย์ และเรื่องนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกชาติจึงจะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงได้ โดยประเทศไทยยินดีให้ความช่วยเหลือตามหลักการขั้นพื้นฐานด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ ต้องไม่ขัดต่อหลักฏหมายของไทยและความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ต้องปกป้องและดูแลประชาชนคนไทยเช่นกัน
“ที่ผ่านมาประเทศไทยดูแลผู้ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฏหมายตามหลักมนุษยธรรมเสมอมา อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า ผู้ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฏหมายเหล่านี้เป็นผู้กระทำผิดกฏหมายของไทย จำเป็นต้องถูกควบคุมตัวดำเนินคดี และส่งกลับต้นทางหรือประเทศที่ 3 ต่อไปตามความสมัครใจของผู้ลักลอบ ไม่มีนโยบายให้ตั้งรกรากในประเทศไทย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า แนวคิดจากบางองค์กรที่เสนอให้เประเทศไทยเปิดชายแดนรับผู้หลบหนีข้ามแดนเหล่านี้เข้ามา แล้วจัดหาที่อยู่ ดูแลเรื่องจัดหางานให้ทำ เป็นแนวคิดที่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง รวมทั้งสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฏหมายของไทย รวมทั้งอาจกระทบกับปัญหาความมั่นคงของประเทศไทย ต้องไม่ลืมว่า บุคคลกลุ่มนี้เป็นผู้ลักลอบข้ามแดนผิดกฏหมาย ข้อเสนอเช่นนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วิธีการแก้ไขปัญหาที่ สมเหตุสมผลคือ องค์กรนานาชาติที่มีหน้าที่บรรเทาทุกข์จำเป็นต้องเข้าไปจัดระเบียบ และดูแลคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ในประเทศต้นทาง ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายและหลบหนีมายังประเทศอื่นๆอีก
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ในมหาสมุทรอินเดียในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ที่กรุงเทพฯ โดยเชิญเจ้าหน้าที่อาวุโสจากประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด 15 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม บังคลาเทศ รวมทั้งเชิญประเทศผู้สังเกตการณ์ อาทิ สหรัฐอเมริกา และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เข้าร่วมด้วย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล และข่าวกรองเกี่ยวกับสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติทางทะเล และอาจจะบังคับใช้กฎหมายร่วมกันเพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงขอความร่วมมือในการรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยขบวนการค้ามนุษย์





