ข้อดี-ข้อเสีย 'ศูนย์โรฮิงญา' มุมมองจากฝ่ายความมั่นคง

ข้อดี-ข้อเสีย 'ศูนย์โรฮิงญา' มุมมองจากฝ่ายความมั่นคง

(รายงาน) ข้อดี-ข้อเสีย "ศูนย์โรฮิงญา" มุมมองจากฝ่ายความมั่นคง

ในทางความมั่นคง การตั้ง "ศูนย์พักพิง" หรือ "ศูนย์อพยพ" นั้น เป็นเรื่องเสี่ยงต่อการเปิดช่องการแทรกแซงจากต่างชาติ และไม่ต่างจากการเปิดช่องให้ชาวโรฮิงญาเดินทางเข้าประเทศเพิ่มมากขึ้น


อย่างไรก็ดี จากการประมวลข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง พบว่า การตั้งศูนย์รองรับชาวโรฮิงญา มีทั้งข้อดีและข้อเสีย


ข้อดี ได้แก่ 1.สามารถรวบรวมชาวโรฮิงญาที่หลบหนีกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ นำมารวมอยู่ในสถานที่นี้ ไม่ต้องไปฝากขังตามห้องกักตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีปัญหาเรื่องสถานที่ และง่ายต่อการหลบหนีหรือแทรกแซงจากขบวนการค้ามนุษย์ ดังที่เคยเป็นข่าวมาแล้วหลายครั้ง


2.เมื่อตั้งศูนย์ก็สามารถจัดระเบียบ ทำทะเบียนชาวโรฮิงญาได้ และช่วยให้สามารถจัดการเครือข่ายค้ามนุษย์ได้
ข้อเสีย หรือ ข้อควรระวัง คือ 1.องค์กรต่างประเทศจะเข้ามาหาผลงาน และเป็นการประจานสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย


อย่างไรก็ดีดูเหมือนฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ได้ปิดประตูไปทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขอยู่ คือ ถ้าจะตั้งศูนย์รองรับ ต้องไม่เรียก “ศูนย์อพยพ” หรือ “ศูนย์พักพิง” แต่อาจใช้คำว่า “ศูนย์รวบรวม” เพราะไม่อย่างนั้นจะมีสภาพเหมือนชายแดนไทย-พม่า ซึ่งมีศูนย์พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากหม่าอยู่ 9 ศูนย์ มีผู้หนีภัยอยู่กว่า 1 แสนคน ผ่านมากว่า 30 ปีแล้วก็ยังอยู่ที่เดิม ทั้งที่ช่วงเวลานั้นใช้คำว่า “ที่พักพิงชั่วคราว” แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับอยู่ถาวร หาเจ้าภาพมารับผิดชอบไม่ได้เลย


2.การกำหนดพื้นที่ตั้งศูนย์ ต้องไม่อยู่ใกล้ชายแดน เพราะเข้า-ออกง่าย ส่วนการใช้เกาะก็ไม่เห็นด้วย เพราะยิ่งดึงดูด โดยสถานที่ตั้งศูนย์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ไม่ใช่ปล่อยให้เอกชน หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทำ
3.สถานะของโรฮิงญา ไทยต้องยืนยันสถานะเดิม คือ “ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” แล้วขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อย ก่อนเร่งดำเนินการผลักดันออกไป


บทเรียนนอกจากกรณีศูนย์พักพิงผู้หนีภัยสู้รบชายแดนไทย-พม่าแล้ว ยังมีกรณี “ม้งลาว” ที่บ้านห้วยน้ำขาว อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ที่มีการลักลอบเข้าเมืองกว่า 7,800 คน กว่าจะแก้ปัญหาได้ด้วยการส่งกลับได้ต้องใช้เวลาหลายปี


อีกข้อกังวลคือ ความหละหลวมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเมื่อครั้งจับกุมล็อตใหญ่ก่อนหน้านี้ มติสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ผลักดันออกไป ปรากฏว่าตำรวจนำไปปล่อยไว้ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อให้โรฮิงญาข้ามแดนกลับไปเอง อ้างว่าเป็นการผลักดันกลับไปแล้ว แต่วันนี้โรฮิงญาตั้งชุมชนอยู่ที่แม่สอด อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่ด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์


แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่า ขณะนี้ทางการไทยกำลังรวบรวมข้อมูลและเช็ตระบบศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยมี


องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ ไอโอเอ็ม (International Organization for Migration : IOM) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ให้คำปรึกษา หากข้อมูลต่างๆ พร้อมแล้วกระทรวงการต่างประเทศเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาทันที


“เราทำงานร่วมกับไอโอเอ็มและยูเอ็นเอชซีอาร์ในลักษณะเชิญพวกเค้ามาพูดคุย รับฟังความคิดเห็น และอัพเดทสิ่งที่ไทยทำอยู่เป็นระยะ โดยระบบของศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ดูแลชาวโรฮิงญา จะมีหน่วยงานไทยดูแลเรื่องการจัดการระบบทั้งหมด”


แหล่งข่าวบอกว่า ถึงประเทศไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาและพิธีสารทั้ง 2 ฉบับที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัย แต่ที่ผ่านมาไทยก็ยังทำงานร่วมกับยูเอ็นเอชซีอาร์ในการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหลายแสนคนทั้งจากลาว กัมพูชา และพม่า ซึ่งผู้ลี้ภัยจำนวนมากก็ได้รับอนุญาตให้ไปตั้งถิ่นฐานในหลายประเทศในเวลาต่อมา