วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดันแก้ 'สมัชชาคุณธรรม' ควบรวม 'ปปช.-ปปท.' ปราบทุจริต

(รายงาน) สปช.ดันแก้ "สมัชชาคุณธรรม" ควบรวม "ปปช.-ปปท." ปราบทุจริต

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังมีข้อเสนอคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดย นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สปช. เปิดเผยถึงคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า มี 3 ประเด็นสำคัญที่ได้เสนอและเบื้องต้นสปช.ในกลุ่มที่จะร่วมยื่นคำขอแก้ไขได้เห็นร่วมกันที่จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ได้แก่


1.ประเด็นสมัชชาพลเมือง ที่กำหนดมาตรา 215 วรรคสาม ซึ่งตนมองว่าการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวและอยู่ในหมวด 7 ว่าด้วยการกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่นไม่เหมาะสม และควรย้ายประเด็นสมัชชาพลเมืองไปอยู่ในส่วนของหมวดว่าด้วยพลเมือง เพื่อให้กระบวนการของสมัชชาพลเมืองนั้นอยู่ในทุกระดับของการพัฒนา ไม่เฉพาะแต่ประเด็นของการกระจายอำนาจหรือการบริหารท้องถิ่นเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยคือการมีส่วนร่วมจากประชาชนที่แท้จริงและในทุกระดับ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนเหมือนที่ผ่านมา


2.บทบัญญัติว่าด้วยการให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม ในมาตรา 207 ทั้งนี้ตนเห็นด้วยที่จะให้การดำเนินการดังกล่าวด้วยระบบคุณธรรม แต่กรรมการที่จะเข้ามาทำหน้าที่แต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการระดับสูงควรมาจากภาคส่วนของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและให้วุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือกกรรมการฯ ไม่ใช่มาจากกรรมการที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ในแวดวงราชการ เพราะจะทำให้ถูกมองว่ามีความเป็นราชการที่มีอำนาจเหนือตัวแทนประชาชนรวมถึงการยึดโยงกับบุคคล หรือ รัฐมนตรีที่มีความยึดโยงกับประชาชน


3.ประเด็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ที่กำหนดไว้ในมาตรา 279 โดยตนเห็นว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูปควรคงรูปแบบของคณะกรรมการฯ ไว้จะเหมาะสมกว่ารูปแบบของสภาขับเคลื่อนฯเพราะงานสานต่อการปฏิรูปต้องเน้นในประเด็นวิชาการ ดังนั้นรูปแบบของคณะกรรมการ คือ คงไว้เฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติหรือกรรมการที่จะเกิดขึ้นจากการกำหนดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ จะเหมาะสม ขณะที่ที่มาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินั้น ไม่ควรกำหนดให้มาจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.),สปช. และผู้ทรงคุณวุฒิ ขณะที่อำนาจหน้าที่จะยังคงไว้ตามร่างรัฐธรรมนูญ


นอกจากนั้นยังมีหลายประเด็นที่สมาชิกในกลุ่มเตรียมเสนอแก้ไข เช่น มาตรา 181 และ มาตรา 182 ว่าด้วยการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสำคัญที่ให้สิทธิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยื่นญัตติอภิปรายภายใน 48 ชั่วโมง เพราะเป็นประเด็นที่เป็นอันตรายหากรัฐบาลขณะนั้นต้องการนำเสนอร่างกฎหมายที่มีประเด็นมิชอบแอบแฝง แต่หากจะมีการกำหนดประเด็นเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพรัฐบาลผสมที่เข้มแข็งควรไปออกแบบกลไกอื่น ๆ จะเหมาะสมกว่า


ด้านนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สปช.เปิดเผยถึงการส่งคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวกับคณะกรรมาการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แล้วว่าจะแก้ไขให้ 2 องค์กรดังกล่าวรวมกันเป็นองค์กรเดียวภายใต้สำนักงาน ป.ป.ช. และให้มีกรรมการรวมกัน 11 คน ทั้งนี้เพื่อเป็นการบูรณาการการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่มีเอกภาพ


ขณะที่ประเด็นของการตั้งศาลเพื่อดำเนินคดีทุจริต นั้นจะขอให้เพิ่มศาลชำนาญพิเศษคือ ศาลคดีทุจริต เพื่อให้การดำเนินการตรวจสอบ ไต่สวน พิพากษาคดีทุจริตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยผู้พิพากษาในศาลดังกล่าวจะต้องมีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายและงานที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้ข้อสรุปดังกล่าวตนจะนำเข้าที่ประชุมสปช.ในกลุ่มที่จะร่วมยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้า

...........
(ล้อมกรอบ)


ชทพ.ชงแก้ที่มานายกฯ-ส.ส.-ส.ว.

นายนิกร จำนง พรรคชาติไทยพัฒนา(ชพน.) กล่าวถึงการนำเสนอความเห็นเพื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญว่า จะเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองเท่านั้นและไม่ได้ให้ความเห็นในลักษณที่หลายฝ่ายมองว่าเพื่อปกป้องประโยชน์ของตนเอง แต่จะเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง โดยประเด็นหลักที่จะนำเสนอในเวทีดังกล่าว คือ 1.นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ประเทศไทยผ่านการต่อสู้ของประชาชนเพื่อให้นายกฯ เป็นส.ส.มาแล้ว หากจะย้อนกลับไปแบบก่อนหน้านั้นอาจทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นได้ และประเด็นนั้นอาจเป็นส่วนที่ขับประเทศไปสู่จุดขัดแย้งได้


ส่วนกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญระบุให้เมื่อเกิดเหตุคับขันให้นายกฯ มาจากคนนอกได้นั้น หลักการสำคัญตนมองว่าเมื่อเกิดเหตุจริงควรเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะที่เกิดวิกฤตเป็นผู้ตัดสินใจจะเหมาะสมกว่า
2.ที่มาส.ว. เห็นว่าหากให้มีอำนาจมากอย่างที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ใช่ให้มีกรรมการฯ ใดเป็นผู้คิดแทนประชาชนเลือก แต่หากจะให้มาจากการแต่งตั้งควรลดอำนาจ และมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น ขณะที่อำนาจของส.ว.ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้อำนาจในการพิจารณาคุณสมบัติของรัฐมนตรีก่อนเข้ารับตำแหน่ง เพราะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายนิติบัญญัติก้าวก่ายงานของฝ่ายบริหาร


และ 3.ที่มาของ ส.ส. ตนมองว่าส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ควรใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเดียว และไม่ควรแบ่งภาค เพื่อให้ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่แบ่งแยกว่าต้องดูแลประชาชนภาคใดเท่านั้น ขณะที่การเปิดให้ประชาชนเลือกและจัดอันดับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อให้เป็นส.ส. หรือ โอเพ่น ลิสต์ นั้นเชื่อว่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอนดังนั้นควรปรับปรุง