ฎีกากลับยกฟ้อง"จุติ ไกรฤกษ์"อดีตส.ส.ปชป.ไม่ผิดอภิปรายพาดพิง กิจการสถานเสริมความงาม"ภรรยานพ.สุรพงษ์"ไม่เสียภาษี
ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก- ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1691/2546 ที่บริษัท บอดี้เชพ จำกัด โดยนางปราณี สืบวงศ์ลี ภรรยา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจุติ ไกรฤกษ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328
ตามฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 46 จำเลยได้กล่าวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหมิ่นประมาทโจทก์ว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ขณะดำรงตำแหน่งเป็นรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2545 สามีของโจทก์ ได้ออกกฎหมายเอื้ออำนวยให้โจทก์ซึ่งเปิดสถานบริการอาบอบนวดไม่ต้องเสียภาษี ทั้งที่ความจริงแล้วสามีของโจทก์ไม่เคยออกกฎหมายเพื่อเอื้ออำนวยให้โจทก์ไม่ต้องเสียภาษี รวมทั้งโจทก์ก็ไม่เคยเปิดสถานบริการอาบอบนวดอย่างที่จำเลยพูดอภิปราย โดยโจทก์ทำธุรกิจเกี่ยวกับสถานเสริมความงามและขายอุปกรณ์ลดน้ำหนักอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การพูดดังกล่าวทำให้ผู้ฟังการอภิปรายซึ่งเป็นประชาชนเข้าใจผิด คิดว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง เหตุเกิดแขวงและเขตดุสิต กทม. จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 48 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 10 ส.ค.53 ยืนตามศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า บริษัทที่จำเลย ยกมาเป็นตัวอย่างในการอภิปรายทั้งชื่อของบริษัท ชื่อกรรมการบริษัท และหมายเลขในการจดทะเบียนบริษัท คล้ายกับบริษัทของโจทก์ ต่างกันเพียงจำเลยไม่ได้ระบุตัวเลขให้ครบถ้วน อีกทั้งตามกฎหมาย ป.ป.ช.กำหนดให้คู่สมรสของรัฐมนตรีต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย ซึ่งในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินระบุว่านางปราณีเป็นหนึ่งในกรรมการบริษัทดังกล่าว จึงเห็นว่ามีเจตนาอภิปรายให้ผู้รับฟังเข้าใจได้ว่า นพ.สุรพงษ์ ผลักดันกรมสรรพสามิตให้ออกประกาศงดเว้นการเก็บภาษีกิจการเพื่อสุขภาพและความงาม โดยการอภิปรายจำเลย สรุปความหมายถึงสถานบริการไว้ 2 ประเภท คือ 1.สถานประกอบการที่มีตู้กระจก อ่างอาบน้ำ รูปและห้องนอน ที่ต้องเสียภาษี และ 2.สถานประกอบการในรูปแบบเสริมความงาม ซึ่งได้รับการยกเว้นเสียภาษี
แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระถ้อยคำอภิปรายของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยไม่ได้ใส่ความว่า โจทก์ประกอบกิจการสถานบริการอาบอบนวดตามประเภท 1 ที่จะต้องเสียภาษี การกระทำของจำเลยจึงไม่ครบองค์ประกอบ ในการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายจุติ อดีต ส.ส.หลายสมัย เดินทางมาพร้อมกับทนาย ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และเมื่อศาลฎีกา มีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้อง นายจุติ ก็เดินทางกลับโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์


