ป.ป.ช.เผยจุดยืนต่อร่างรธน. องค์กรตรวจสอบต้องอิสระ การทำงานต้องต่อเนื่อง จัดสรรงบฯให้เพียงพอ ย้ำยืนตามรธน.50 ปมกก.สรรหา
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี นายประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการและรองโฆษกป.ป.ช.แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ ถึงจุดยืนของป.ป.ช.ต่อร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า จุดยืนของคณะกรรมการป.ป.ช.คือ1. องค์กรใดๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ต้องมีฐานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และใช้กระบวนการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน 2. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องมีบทบาทและความรับผิดชอบในภารกิจทั้ง3ด้าน คือ การป้องกันการทุจริต การปราบปรามการทุจริต และการตรวจสอบทรัพย์สิน3. คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยรับผิดชอบและเป็นศูนย์กลางการบูรณาการเพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อน4.คณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ควรได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้เพียงพอ โดยจัดสรรเป็นวงเงินในรูปแบบร้อยละของวงเงินงบประมาณประจำปี เช่น กำหนดให้จัดสรรงบประมาณ 0.3% ของงบประมาณประจำปี5.ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นอกจากนี้ ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา74วรรค4วรรค5วรรค6และมาตรา253ทำให้เกิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการถอดถอนเพิ่มขึ้นคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมัชชาคุณธรรมล้วนมีอำนาจในการส่งเรื่องให้รัฐสภาถอดถอนได้ จึงควรกำหนดขอบเขตของแต่ละองค์กรให้ชัดเจน
นายประสาท กล่าวว่า6. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา274(7), (8) ให้เป็นการดำเนินการตามพันธกรณีและข้อตกลงระหว่างประเทศในการต่อต้านการทุจริต และดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ7.แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา261โดยให้ใช้องค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาแบบเดิมที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ ปี2550 8. ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา205การตรวจสอบนโยบายการคลังและงบประมาณของรัฐ ควรกำหนดให้ชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณระหว่างคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)9.ควรตัดบทบัญญัติในมาตรา255(3) ของร่างรัฐธรรมนูญออกในเรื่องที่กำหนดให้มีกรรมการสามฝ่าย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนคณะกรรมการป.ป.ช.ผู้แทนอัยการสูงสุด และผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมายอื่น ซึ่งมีจำนวนฝ่ายละเท่ากัน เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
นายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษกป.ป.ช.กล่าวว่า การทุจริตถือเป็นปัญหาร้ายแรงสมควรที่ป.ป.ช.จะต้องวางหลักการให้ชัดเจน มีจุดยืนด้านกฎหมายและโครงสร้างขององค์กร สิ่งที่ป.ป.ช.เป็นกังวลคือ องค์กรตรวจสอบที่กำหนดเอาไว้ทั้งที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และทั้งที่ขึ้นตรงต่อฝ่ายบริหาร เพราะเห็นว่าองค์กรใดก็ตามที่รับผิดชอบในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐควรเป็นองค์กรอิสระทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือองค์กรใดก็ตาม เพราะป.ป.ช.ไม่อยากที่จะให้ยุคต่อๆ ไป
หลังจากไม่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)แล้ว องค์กรใดที่อยู่ภายใต้การบริหารของฝ่ายรัฐจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะตัวเลขาธิการที่ต้องถูกโยกย้ายอยู่บ่อยๆ ในบางประเทศก็ทำเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า การตรวจสอบสอบทั้งระบบควรเป็นอิสระ ส่วนจะวางระบบไว้ในกฎหมายลูกอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และองค์กรที่ทำหน้าที่ร่างกฎหมายลูกต่อไป





