"ชทพ."เสนอ 3 ประเด็นปรับร่างรธน. ต่อกมธ.ปฏิรูปการเมืองพรุ่งนี้ ปรับนายกฯต้องเป็นส.ส.-ปรับส.ว.ให้มีอำนาจลดลง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 15 พ.ค. คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช. เป็นประธาน ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองและภาคประชาชน ทั้งนี้มีผู้ที่ตอบรับเข้าร่วมเวทีแล้ว ประมาณ 100 คน สำหรับนักการเมืองที่ตอบรับเข้าร่วมแล้ว อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ พรรคประชาธิปัตย์, นายสามารถ แก้วมีชัย พรรคเพื่อไทย, นายนิกร จำนง พรรคชาติไทยพัฒนา, นายปิยชนก ลิมปะพันธุ์ พรรคชาติพัฒนา เป็นต้น
ทั้งนี้นายนิกร ให้สัมภาษณ์ว่าการนำเสนอความเห็นจะเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองเท่านั้นและไม่ได้ให้ความเห็นในลักษณะที่หลายฝ่ายมองว่าเพื่อปกป้องประโยชน์ของตนเอง แต่จะเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง โดยประเด็นหลักที่จะนำเสนอในเวทีดังกล่าว คือ 1.นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ประเทศไทยผ่านการต่อสู้ของประชาชนเพื่อให้นายกฯ เป็นส.ส.มาแล้ว หากจะย้อนกลับไปแบบก่อนหน้านั้นอาจทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นได้ และประเด็นนั้นอาจเป็นส่วนที่ขับประเทศไปสู่จุดขัดแย้งได้
ส่วนกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญระบุให้เมื่อเกิดเหตุคับขันให้นายกฯ มาจากคนนอกได้นั้น หลักการสำคัญตนมองว่าเมื่อเกิดเหตุจริงควรเป็นสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะที่เกิดวิกฤตเป็นผู้ตัดสินใจจะเหมาะสมกว่า 2.ที่มาส.ว. เห็นว่าหากให้มีอำนาจมากอย่างที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ใช่ให้มีกรรมการฯ ใดเป็นผู้คิดแทนประชาชนเลือก แต่หากจะให้มาจากการแต่งตั้งควรลดอำนาจ และมีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น ขณะที่อำนาจของส.ว.ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้อำนาจในการพิจารณาคุณสมบัติของรัฐมนตรีก่อนเข้ารับตำแหน่ง เพราะเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายนิติบัญญัติก้าวก่ายงานของฝ่ายบริหาร
นายนิกร กล่าวด้วยว่า 3.ที่มาของ ส.ส. มองว่าส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ควรใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งเดียว และไม่ควรแบ่งภาค เพื่อให้ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่แบ่งแยกว่าต้องดูแลประชาชนภาคใดเท่านั้น ขณะที่การเปิดให้ประชาชนเลือกและจัดอันดับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อให้เป็นส.ส. หรือ โอเพ่น ลิสต์ นั้นเชื่อว่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอนดังนั้นควรปรับปรุง





