วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยื่นแก้รธน. 'นักการเมือง' โชว์ทรัพย์สินย้อนหลัง5ปี

(รายงาน) ยื่นแก้รธน.เพิ่มยาแรงปราบทุจริต “นักการเมือง”โชว์ทรัพย์สินย้อนหลัง5ปี

สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้เริ่มทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยในกลุ่มที่ว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค สื่อมวลชน พลเมืองและการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มีนายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช.เป็นผู้นำ ได้หารือกับสปช.ที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุนทั้ง 26 คนแล้ว และมีสปช.ในกลุ่มยื่นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญรวมทั้งสิ้น 14 คน


นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สปช. เปิดเผยว่า ในการทำคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ตนรับดำเนินการมี 2 ส่วน คือ เกี่ยวกับสื่อมวลชน และการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยคำขอแก้ไขดังกล่าวได้ผ่านการหารือและอนุมัติจากที่ประชุมกมธ.ปฏิรูปสื่อสารมวลชนฯ และกมธ.ปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว ทั้งนี้มาตราว่าด้วยสื่อมวลชน ขอแก้ไข 4 มาตรา สาระสำคัญเป็นการขอแก้ไขถ้อยคำให้มีความชัดเจนและตรงกับเจตนารมณ์ ขณะที่ประเด็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีแนวคิดเสนอรวมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ากับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อบูรณาการทำงาน และเพิ่มกรรมการเป็น 11 คน จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี 9 คน


และอีกแนวคิดคือไม่นำ 2 องค์กรรวมกัน แต่ให้ป.ป.ท.เป็นองค์กรอิสระ, เตรียมเสนอให้มีแผนกคดีทุจริตในศาลยุติธรรม เพิ่มเติมจากที่ร่างรัฐธรรมนูญมีศาล ซึ่งพิจารณาคดีเกี่ยวกับงบประมาณและการคลัง นอกจากนั้น ขอเพิ่มเติมบทบัญญัติให้มีกองทุน ป.ป.ช.เพื่อส่งเสริมและรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงการคอร์รัปชันและร่วมกันแก้ไขปัญหา, ประเด็นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ปรับเวลาการแสดงแบบรายการเสียภาษีย้อนหลัง 5 ปี จากเดิมที่กำหนด 3 ปี


“การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการนั้น ให้ยื่นแสดงบัญชีย้อนหลัง 5 ปี ก่อนเข้ารับตำแหน่งด้วย ขณะเดียวกันได้เพิ่มให้พนักงานในกระบวนการยุติธรรมห้ามดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วนบริษัท รวมถึงที่ปรึกษาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น และไม่ประกอบวิชาชีพที่กระทบต่อศักดิ์ศรีในตำแหน่ง” นายวสันต์ ระบุ


ด้านน.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. ในกลุ่มผู้รับผิดชอบทำคำขอแก้ไขที่มาสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) เปิดเผยว่า ตนได้ศึกษาเฉพาะประเด็นที่มาของส.ว.ใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์ของการได้อำนาจตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด และเพื่อให้ยึดโยงกับประชาชน รวมถึงป้องกันการซื้อเสียงและเป็นฐานเสียงเดียวกันกับนักการเมือง คือ จะใช้รูปแบบการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนตามกลุ่มวิชาชีพ อาทิ กลุ่มวิชาการ, กลุ่มข้าราชการ, กลุ่มเกษตร, กลุ่มแรงงาน, กลุ่มศิลปิน, กลุ่มองค์กรเอกชน, กลุ่มองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เป็นต้น โดยใช้เขตกลุ่มจังหวัด จำนวน 6 กลุ่มเป็นเขตเลือกตั้ง


สำหรับการออกเสียงจะเหมือนกับการเลือกตั้ง ส.ส.ในแบบบัญชีรายชื่อที่ให้ประชาชนสามารถจัดลำดับผู้สมัครเข้าไปดำรงตำแหน่งได้ (โอเพ่น ลิสต์) กล่าวคือ ส.ว.มีจำนวน 200 คน จะได้จำนวนส.ว. กลุ่มละ 33 คน ดังนั้นในกลุ่มผู้สมัครส.ว. สามารถส่งผู้ที่มีวิชาชีพต่างๆ ให้ประชาชนในกลุ่มคัดเลือก หากมีกลุ่มที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. มากเกินกว่าส.ว.ที่พึงมี ให้คัดจากผู้ที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดเรียงตามลำดับที่จะกำหนดไว้ในกฎหมาย สำหรับวาระดำรงตำแหน่งให้ส.ว.มีวาระ 6 ปี โดยให้อยู่จนครบโดยไม่ต้องจับสลากออกจากตำแหน่ง


นายไพบูลย์ นิติตะวัน สปช. ในฐานะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการเสนอคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 308 ว่า หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติ ภายใน 90 วัน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบว่า จะให้มีการปฏิรูปประเทศและการบริหารราชการแผ่นดินให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้แล้วเสร็จก่อนจัดการเลือกตั้งหรือไม่ หากประชาชนลงมติเสียงข้างมากให้ใช้เวลาปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีก่อนจัดการเลือกตั้ง แต่หากประชาชนลงมติไม่เห็นด้วย ให้ดำเนินจัดการเลือกตั้ง แต่หากก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ได้จัดมีการออกเสียงประชามติในเรื่องเดียวกัน ให้การดำเนินการเป็นไปตามผลของการลงประชามตินั้น


นายไพบูลย์ ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวจะนำเสนอให้ที่ประชุมกมธ.ยกร่างฯ พิจารณาด้วย ทั้งนี้เชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะตอบโจทย์ของภาคประชาชนที่ต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งได้ ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวต้องการให้การปฏิรูปให้สำเร็จอย่างแท้จริงก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง ส่วนจะกระทบต่อโรดแมพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ต้องไปพิจารณากันอีกครั้ง


นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สปช. กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ต้องการให้องค์กรใดอยู่ต่อหรือสืบทอดอำนาจ แต่หากข้อเสนอดังกล่าวผ่านและบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจประเด็นดังกล่าวจะส่งผลให้องค์กรใดคงอยู่บ้างนั้นต้องไปพิจารณา แต่ส่วนสปช.นั้นเชื่อว่าจะไม่คงอยู่ เพราะต้องส่งต่องานปฏิรูปให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปแห่งชาติ


ขณะที่นายประสาร ให้สัมภาษณ์ว่า ประเด็นของนายวรวิทย์ ทางกลุ่มยังไม่ได้พิจารณารายละเอียดร่วมกัน โดยการเสนอประเด็นต่างๆ ถือเป็นสิทธิของสปช.ในกลุ่มที่เป็นอิสระ แต่ท้ายที่สุดต้องนำมาหารือร่วมกันในวันที่18 พ.ค. นี้ อีกครั้ง


ขณะนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าตนไม่เห็นด้วยกับการทำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่กระทบกับโรด แมพของคสช. ที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แล้ว ซึ่งสิทธิของการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขระยะเวลาของโรดแม็พควรให้คสช.พิจารณา