วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ..ขึ้นอยู่กับสถานการณ์!

(รายงาน) ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ..ขึ้นอยู่กับสถานการณ์!

แม้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ จะบอกว่ายังไม่ถึงเวลาตัดสินใจเรื่องการทำประชามติ แต่นายกฯก็คงจะต้องถูกตั้งคำถามเรื่องนี้เรื่อยไป

  

“เรื่องการทำประชามติหรือไม่ จะพิจารณากันอีกครั้ง ไม่สามารถจะตอบได้เวลานี้” พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำผ่านรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (8 พ.ค.)

  

หากย้อนกลับไปดูคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีอีกหมวกเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกี่ยวกับเรื่องการทำประชามติก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ “ปัด” ที่จะให้ความชัดเจนมาตลอด ขณะที่คำถามเรื่องนี้ยังคงอยู่ตลอดมา และคงจะยังเป็นประเด็นคำถามที่ทำให้นายกฯหงุดหงิดได้อยู่เรื่อยๆไปจนถึงกว่าจะมีความชัดเจน

  

ก่อนรัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้ พล.อ.ประยุทธ์ บอกให้รอดูในรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่หลังจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวคลอดออกมาแล้วไม่บัญญัติเรื่องการทำประชามติไว้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้ตัดไปซะทีเดียวว่าจะไม่มีประชามติ แต่เลือกที่จะบอกว่า “ยังไม่ถึงเวลาต้องตอบ ยังไม่ถึงเวลาต้องตัดสินใจ...ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ช่วงนั้น” และก็เป็นคำตอบนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วเกือบ 10 เดือน และมีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านไปแล้วเกินครึ่งทาง

  

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

  

ด้านหนึ่งชัดเจนว่าที่คำถามเรื่องนี้ยังวนเวียนอยู่ในสังคมไทย เพราะคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามการเมืองต้องการให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพราะการทำประชามติจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวัดว่า “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เป็นที่ยอมรับเพียงใด

  

แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยเพิ่งจะมีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญไปเพียงครั้งเดียว คือ รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นบรรทัดฐานไปแล้วว่าร่างรัฐธรรมนูญที่จะออกมาบังคับใช้ควรผ่านการทำประชามติก่อน หากไม่ต้องทำประชามติก็จะกลายเป็นเรื่อง “ถอยหลัง”

  

อีกอย่าง ที่นักข่าวต้องเฝ้าถามเรื่องนี้กับ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ คือผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ ทั้งในฐานะที่เป็นนายกฯ และ หัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นเพียงสององค์กรที่มีสิทธิเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อบัญญัติเรื่องการทำประชามติได้ และ พล.อ.ประยุทธ์ เองก็มักพูดตลอดว่า “ทุกอย่างอยู่ที่ผม”

  

ส่วนทำไม พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ ก็เพราะ ยังไม่มีความจำเป็น... ยังไม่จำเป็นต้องผูกมัดตัวเอง ยังไม่จำเป็นที่จะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองขึ้นมา เพราะไม่ว่าจะบอกว่าทำหรือไม่ทำประชามติก็จะเกิดแรงกระเพื่อมแน่นอน

  

หากบอกว่าทำ ก็จะเกิดคำถามตามมาทันทีว่าทำอย่างไร มีทางเลือกให้ประชาชนหรือไม่ หากไม่ผ่านจะทำอย่างไร ซึ่งตอนนี้มีข้อเสนอที่เป็นแรงกดดันมาแล้วว่า ควรมีทางเลือกให้ประชาชนด้วยว่า หากไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ ควรมีรัฐธรรมนูญเก่ามาเป็นตัวเลือก ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2540 หรือ ฉบับ 2550 หรือ หากประชามติไม่ผ่าน แทนที่จะย้อนกลับไปทำอย่างเดิมคือ เลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ก็ให้ประชาชนเป็นคนเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ

  

รายละเอียดเหล่านี้จะต้องถูกกำหนดไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งถ้าจะทำต้องทำให้เสร็จก่อนที่ สปช.จะให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ คือ ภายในวันที่ 6 สิงหาคม นี้

  

หรือหาก พล.อ.ประยุทธ์ จะบอกว่าไม่ทำประชามติ กระแสโจมตี แสดงความไม่เห็นด้วยก็หนักแน่นอน

  

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ พยายามบอกว่าการตัดสินใจเรื่องทำประชามติ แม่น้ำทั้ง 5 สาย คือ คสช., ครม., สนช.(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ), สปช. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องตัดสินใจร่วมกัน

  

การรอประกาศการตัดสินใจออกมาเมื่อถึงเวลาจริงๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แม้ว่าตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะตัดสินใจไว้แล้วก็ตาม

  

ส่วนเมื่อไรจะเป็นเวลาที่นายกฯจะต้องให้ความชัดเจนเรื่อวการทำประชามติ คำตอบคือก่อนที่ สปช.จะให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ภายใน 6 สิงหาคม และถ้าจะบอกให้แคบไปอีก ก็ต้องไปคำนวนจากเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วย คือ ต้องไม่น้อยกว่า 1 เดือนก่อนวันที่ 6 สิงหาคม ฉะนั้นก็น่าจะประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมนี้

  

เพราะตามขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวตามมาตรา 46 คือ เมื่อ คสช.และ ครม.เห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติ ก็จะต้องส่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนั้นไปให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่ง สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 15 วัน โดย สนช.มีสิทธิเพียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น หรือถ้าจะแก้ไขเพิ่มเติมก็ต้องได้รับความเห็นชอบจาก คสช.และ ครม. จากนั้น หาก สนช.ให้ความเห็นชอบก็นำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 15 วัน หากไม่เห็นชอบก็ตกไป

  

ส่วนรายละเอียดการทำประชามติจะเป็นอย่างไร จะใช้เวลานานเท่าไร ก็ขึ้นกับเนื้อหาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว หากกำหนดว่าให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ ที่ คสช.มีคำสั่งฉบับที่ 57 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2557 ให้ยังใช้บังคับอยู่ ระยะเวลาในการทำประชามติถูกกำหนดไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน คือ 3-4 เดือน

  

แต่หาก คสช.เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญยังมีประเด็นถกเถียงอยู่มาก ควรจะมีเวลาในการทำความเข้าใจกับประชาชนให้ถ่องแท้ จะยืดเวลาในการทำประชามติออกไปอีก ก็สามารถกำหนดได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว

  

หรือแม้กระทั่งหาก คสช. เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ยังมีประเด็นข้อขัดแย้งอยู่อย่างมาก อาจจะเสนอแก้ไขรัฐธรมนูญชั่วคราว เพื่อยืดเวลาในการนำร่างรัฐธรรมนูญมาทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อใหัคณะกรรมาธิการมีเวลาในการตัดสินใจว่าจะแก้ไขตามข้อเสนอ ตามเสียงเรียกร้องหรือไม่ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

  

อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำมาตลอดว่า “รัฐธรรมนี้จะต้องทำให้ปัญหาความแตกแยกหมดไป จะต้องทำให้คนไทยเลิกตีกัน หากแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ก็ยังไม่ต้องไปเลือกตั้ง”

  

และหากย้อนดูคำพูดต่างๆของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดอะไร ก็หมายความตามนั้นตลอด นับตั้งแต่ก่อนยึดอำนาจมาถึงปัจจุบัน

  

และคำว่า “เป็นไปตามโรดแมพ...แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์” ก็เป็นคำพูดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำมาตลอด

  

วันที่ 19 เดือนนี้ คสช. กับ ครม. มีนัดประชุมร่วมกัน แต่ประเด็นสำคัญในการหารือน่าจะอยู่เฉพาะประเด็นการทำข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ยังไม่น่าจะรวมไปถึงเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเมื่อเห็นคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของ คสช.และ ครม. ที่ต้องเสนอภายในวันที่ 25 เดือนนี้ ก็จะเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นจุดยืนของ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ชัดๆเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเป็นจุดที่จะทำให้เห็นอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ชัดเจนขึ้น

  

แม้ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกหลายคนจะแสดงท่าทีว่าควรต้องทำประชามติ แต่ก็มีสิทธิเพียงแค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้น ไม่มีสิทธิตัดสินใจ

  

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของร่างรัฐธรรมนูญ คงต้องดูเป็นเปราะๆไป ไม่ได้อยู่แค่ประเด็นการเสนอแก้ไข หรือเรื่องการทำประชามติ เรื่องนี้ต้องมองทั้งกระดาน ที่สำคัญจะต้องมองไปถึง “วันเลือกตั้ง” ด้วย

  

จะทำประชามติหรือไม่ เส้นทางร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร จะมีการเลือกตั้งเมื่อไร? กุมภาพันธ์ พฤษภาคม 2559 หรือ ยาวออกไป.... “ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”!!