"สุรชัย"เล็งใช้สื่อรัฐสภา เผยแพร่รายละเอียดใหม่ในร่างรธน. หากได้ข้อยุติแล้ว ด้าน"วิวัฒน์" เผย สปช.ยังถกปมวุฒิภาวะปชช. หากได้รับอำนาจเต็ม
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่หนึ่ง กล่าวถึงการใช้สื่อนิติบัญญัติ คือ วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปประเทศ เนื่องในงานเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ว่า หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญได้ข้อยุติเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ แล้ว เช่น ระบบเลือกตั้ง สื่อนิติบัญญัติจะต้องช่วยเผยแพร่รายละเอียดเพื่อให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจต่อประเด็นต่างๆ ทั้งนี้ตนเคยให้นโยบายกับสื่อนิติบัญญัติในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลว่า ต้องเน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน แก่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนนำไปประกอบการตัดสินใจเรื่องต่างๆ และเป็นห้องเรียนประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามการทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลของสื่อนิติบัญญัติยากที่จะทำให้เป็นกลางได้เพราะมีสมาชิกรัฐสภา หรือ นักการเมืองเข้ามากำกับอยู่ตลอด แต่ตนได้ย้ำว่าแม้จะเป็นกลางได้ยาก ต้องทำให้ได้เพราะเจ้านายที่แท้จริงคือประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงายด้วยว่า ในงานเสริมสร้างภาพลักษณ์และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ยังได้จัดเวทีเสวนา เรื่อง บทบาทของประชาชนกับการปฏิรูปประเทศ โดยมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมเวที และมีประชาชนร่วมรับฟังและแสดงความเห็น
โดยนายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยที่สะสมมานาน หากเปรียบให้เห็นภาพคือการตกเหวลึกที่ยังขึ้นไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่พอเป็นความหวังและหลายฝ่ายเห็นตรงกัน คือ 1.ต้องออกจากความขัดแย้ง และ 2.การปฏิรูปการเมือง ทั้งประเด็นการคัดคนเข้าสู่ระบบการเมือง เหตุที่การเมืองสำคัญเพราะถือเป็นผู้ที่มีอำนาจออกกฎ ออกนโยบาย ออกกฎหมาย ออกระเบียบ และที่ผ่านการการใช้อำนาจดังกล่าวอย่างไม่สุจริต ทำให้มีการคอร์รัปชั่น การทุจริต ส่งผลกระทบไปยังระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ที่ผ่านมามีบริษัทรายใหญ่แจกหุ้นให้กับ ส.ส. และ ส.ว.เพื่อให้ผลักดันประเด็นต่างๆ เช่น การไม่ต้องตกเป็นทรัพย์สมบัติของรัฐ
นายสมชาย กล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยว่า การเขียนรัฐธรรมนูญยิ่งยาวยิ่งแสดงถึงความไร้ประสิทธิภาพของคน แต่เมื่อเขียนสั้นกลุ่มคนจำพวกศรีธนญชัย ได้ใช้ช่องทางกฎหมายตีความไปได้อีก สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างต้องลดลงอีก 50 มาตรา เพราะความสำคัญของรัฐธรรมนูญอยู่ที่พลเมืองและประชาชน ทั้งนี้ตนมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่ยาวิเศษต่อให้ออกแบบอย่างไร ถ้าประชาชนไม่เอาด้วย ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ด้านนายวิวัฒน์ ศัลยกำธร สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การปฏิรูปคือการปรับโฉมประเทศ โดยเฉพาะการให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง แต่กว่า 80 ปีที่ผ่านมาประชาธิปไตยไทยไม่เคยให้อำนาจแก่ประชาชน แม้จะระบุว่าประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ตนมีโอกาสพูดคุยกับผู้รู้ และ สปช.กลุ่มใหญ่ โดยรายละเอียดได้ถกเถียงถึงประเด็นการให้อำนาจกับประชาชน แต่เมื่อวุฒิภาวะของประชาชนยังถูกประเมินว่าโง่ ไม่มีการเติบโตมากพอ การให้อำนาจแก่ประชาชนอย่างเต็มที่นั้น พวกเขาจะแบกรับภาระ และอำนาจนั้นได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้หากต้องการเปลี่ยน ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกติกา รวมถึงต้องปฏิรูปคน ทั้งวิธีคิด ภาระความรับผิดชอบ และคุณธรรม เพราะหากไม่ปฏิรูปคนแล้ว ต่อให้ออกกฎดีอย่างไร ก็ไปไม่รอด





