วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เด้งตำรวจ' หนังหน้าไฟ เจ้าหน้าที่รัฐสังเวยโรฮิงญา

(รายงาน) "เด้งตำรวจ" หนังหน้าไฟ เจ้าหน้าที่รัฐสังเวยโรฮิงญา

ปัญหาค้ามนุษย์ชาติพันธุ์โรฮิงญาที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยครั้งนี้ ไม่ต่างจากฝีกลัดหนองซึ่งสุดท้ายก็แตกออกจนสร้าง “ชื่อเสีย” ให้กับประเทศในสายตาชาวโลก แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นบทสะท้อนถึงสภาพความล้มเหลวของ “ระบบ” และ “บุคคล” ในวงข้าราชการ ได้เป็นอย่างดี


รูปธรรมคือ “คำสั่งย้ายตำรวจ” ล็อตใหญ่ถึง 2 ครั้งติดๆ กันภายในไม่กี่วันที่ผ่านมา!


คำสั่งย้ายฟ้าฝ่าครั้งแรก ตำรวจที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาในพื้นที่ จ.สตูล และปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา 15 นาย


ในจำนวนนี้มีชื่อนายตำรวจยศพลตำรวจตรี ตำแหน่ง “ผู้บังคับการ” นายตำรวจยศพันตำรวจเอก ระดับ “ผู้กำกับการ” สถานีตำรวจ ไล่ไปจนถึงนายตำรวจระดับต่ำลงมา ยศร้อยตำรวจเอก


ไม่เว้นแม้แต่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน รวมทั้งตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากแคมป์พักที่พบหลุมศพชาวโรฮิงญาไม่กี่ร้อยเมตร


ล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งย้ายข้าราชการตำรวจ ทั้งหมด 38 นาย ให้ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง


จากการตรวจสอบบัญชีแนบท้ายคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 262/2558 ลงวันที่ 6 พ.ค.2558 พบว่า เป็นตำรวจสังกัด ตำรวจภูธรภาค 8 (รับผิดชอบ จ.กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต ระนอง สุราษฎร์ธานี) ใน จ.ระนอง 7 นาย แบ่งเป็นตำรวจยศพันตำรวจเอก ระดับรองผู้บังคับการจังหวัด 1 นาย ร้อยตำรวจโท ตำแหน่งรองสารวัตรฝ่ายสืบสวนจังหวัดระนอง 1 นาย ที่เหลือเป็นตำรวจชั้นประทวน ยศดาบตำรวจ 4 นาย และจ่าสิบตำรวจ 1 นาย


ตำรวจภูธรภาค 9 (รับผิดชอบ จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา) 5 นาย ทั้งหมดเป็นนายตำรวจ สภ.ละงู ยศพันตำรวจเอก 1 นาย พันตำรวจโท 3 นาย และร้อยตำรวจเอก 1 นาย


กองบังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 6 (บก.ตม.6) (รับผิดชอบพื้นที่ ภูเก็ต สงขลา สตูล ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา) มีตำรวจยศพันตำรวจเอกถึงร้อยตำรวจตรี สังกัดกองกำกับการบริการคนต่างด้าว ตม.ระนอง ตม.สตูล ตม.สงขลา ตม.ปาดังเบซาร์ รวม 13 นาย


กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) มีตำรวจยศพันตำรวจเอกถึงพันตำรวจตรี ตำแหน่งผู้กำกับการ รองผู้กำกับการ และสารวัตร ถูกย้าย 7 นาย ทั้งหมดสังกัดกองกำกับการ 5 และ6 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด


หน่วยสุดท้ายที่ถูกคำสั่งย้ายคือ กองบังคับการตำรวจน้ำ (บก.รน.) มีนายตำรวจยศพันตำรวจเอก และพันตำรวจโท ระดับผู้กำกับการ รองผู้กำกับการ และสารวัตร สังกัด กก.8 และกก.9 บก.รน. รับผิดชอบในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และตรัง ถูกย้าย 6 นาย


ในล็อตที่สองนี้ พล.ต.อ.สมยศ ระบุว่า จำเป็นต้องโยกย้ายนายตำรวจทั้งหมดตามคำสั่งดังกล่าวออกนอกพื้นที่ไว้ก่อน เนื่องจากกรณีค้ามนุษย์โรฮิงญานั้นไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นแต่มีมานานแล้ว จึงเห็นว่านายตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่


หากตรวจสอบแล้วเห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็จะถูกพิจารณาย้ายกลับ หากพยานหลักฐานยืนยันว่ามีนายตำรวจคนใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาโดยไม่ละเว้น


สอดรับกับข้อมูลจาก เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ หรือ ไมแกรนท์ เวิร์กกิ้ง กรุ๊ป พบว่า เพียงแค่ 5 เดือนที่ผ่านมา มีชาวโรฮิงญาเป็นศพไปแล้ว 29 ราย ส่วนปี 2557 เท่าที่รวบรวมได้มีไม่น้อยกว่า 10 ศพ และปี 2556 ไม่น้อยกว่า 23 ศพ


นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ให้ข้อมูล ระหว่างทางมุ่งสู่ตะเข็บชายแดนไทย-มาเลเซีย หากถูกจับกุมก็จะถูกเรียกเงินอีกต่อหนึ่ง อ้างว่าเป็นค่าเคลียร์คดี ทั้งๆ ที่ตำรวจไทยมักแจ้งข้อหาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเท่านั้น ซึ่งมีอัตราโทษต่ำ และถ้าไม่มีเงินค่าปรับก็จะถูกผลักดันออกนอกประเทศ


ขณะเดียวกันในการสืบสวนสอบสวนทำคดีค้ามนุษย์ก็ไม่อาจขยายผลการสืบสวนไปยังตัวการใหญ่ได้ เพราะไม่มีการสืบสวนขยายผลที่ดีพอ ทั้งๆ ที่มีการจับกุมชาวโรฮิงญาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ จ.ระนอง พังงา และสตูล
มีเพียงคดีที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งต้องชื่นชม เพราะที่มีการขยายผลไปพบแคมป์และหลุมศพชาวโรฮิงญาที่ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา


นายศิววงศ์ ชี้ว่านี่คือ ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งที่ผ่านมามีแค่ “คนขับรถขนชาวโรฮิงญา” ไม่มีการขยายผลต่อไปถึงขบวนการนำพา และมีการตั้งข้อหาเพียงแค่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งมีอัตราโทษต่ำ


การบังคับใช้กฎหมายไม่เต็มประสิทธิภาพจึงไม่ต่างจากการ “ตัดตอนคดี” ไปในตัว


อย่างไรก็ดี จากปากคำ "เหยื่อ” การอนุมัติหมายจับ “ผู้ต้องหา” ที่เกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่ง “ผู้หลักผู้ใหญ่” ในรัฐบาลต่างก็ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่ทุกระดับเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน นักการเมืองท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง ทหาร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ อ.สะเดา ซึ่งประกาศใช้กฎอัยการศึก


ไม่เว้นแม้แต่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุทยานฯ ที่ล่าสุด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชว่า ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดที่ 0909.202/8749 เวียนมายังหน่วยงานในสังกัดในทุกพื้นที่รวมทั้งใน จ.ระนอง เรื่องมาตรการเฝ้าระวังกรณีขบวนการค้ามนุษย์ใช้พื้นที่ป่าเป็นที่พักพิง เพื่อให้บุคลากรในสังกัดในแต่ละพื้นที่ประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า, เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือหน่วยงานอื่นๆ ในสังกัด ให้ดำเนินการตรวจสอบ ดูแล เฝ้าระวัง มิให้ใช้พื้นที่ในความรับผิดชอบเป็นที่พักพิง กักกัน คุมขังเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่โดยเด็ดขาด


หากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่รับผิดชอบจะถือว่าหน่วยงานเหล่านั้นปล่อยปละละเลย สนับสนุน ให้ที่พักพิงแก่ขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งจะมีความผิดทางวินัยและความผิดทางกฎหมาย
ทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า เข้าไปพัวพันกับผลประโยชน์จากขบวนการค้ามนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และนี่เองที่เป็นเครื่องยืนยันและตอกย้ำปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในหมู่ข้าราชการซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาค้ามนุษย์


ชาวโรฮิงญาใน จ.ระนอง เล่าว่า ทุกวันนี้พวกเขาต้อง “จ่ายเล็กจ่ายน้อย” ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกเดือน เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง


หลายคนดิ้นรนหาช่องทางจ่ายเงินให้กับนายหน้าที่อ้างว่าจะนำไปให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อทำ “บัตรต่างด้าว” เพื่อที่จะได้ไม่ต้องถูกจับกุม หรือถ้าเป็นไปได้ก็จะไขว่คว้าให้ได้ “บัตรไทยพลัดถิ่น” ก็จะมีสิทธิประโยชน์มากขึ้น ซึ่งมีบางรายทำได้แล้ว ก็ไม่พ้นต้องมี “ใต้โต๊ะ” แต่สำหรับพวกเขาแล้วนับว่าคุ้มค่าต่อการแลกเพื่อให้ได้มา


แม้กระทั่งแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ระนอง ก็ยอมรับว่า การแสวงหาผลประโยชน์กับชาวโรฮิงญาในทางทะเบียนราษฎร์ด้วยการนำชาวโรฮิงญามาสวมบัตรไทยพลัดถิ่นเคยเกิดขึ้นและปรากฏเป็นข่าวโด่งดังเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีข้าราชการระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องจนถูกตั้งคณะกรรมสอบสวนและถูกตัดสินว่ามีความผิดจนถูกไล่ออกจากราชการ แต่ในระยะหลังนั้นทำได้ยากเพราะกระบวนการไต่สวนให้ได้มาซึ่งสถานะความเป็นคนไทยนั้นเป็นระบบชัดเจน


กระนั้นก็ตาม แหล่งข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง จ.ระนอง เห็นว่า การสั่งย้ายข้าราชการถือว่ายังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ มาจากเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ปัจจุบันมีความเข้มแข็ง


“ยิ่งนำตัวไปพูดคุยหรือนำตัวไปสอบสวนก็จะทำให้กลุ่มคนพวกรู้จักผู้ใหญ่ สุดท้ายก็มีการโน้มน้าวนำผลประโยชน์มาล่อตาล่อใจก็อาจทำให้เจ้าหน้าที่บางนายเข้าไปร่วมมือ หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้”


จากข้อมูลดังกล่าวคงชี้ให้เห็นว่าไม่ได้มีเพียงแค่ตำรวจเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นที่อื้อฉาวแต่ยังมีข้าราชการอีกหลายหน่วยและหลายส่วนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง


จากนี้ไปต้องจับตาว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่าจะแก้ปัญหา “ข้าราชการ” ฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารประเทศแต่กลับเข้าไปมีส่วนสร้างปัญหาค้ามนุษย์อย่างไรท่ามกลางบรรยากาศปฏิรูป ปราบคอร์รัปชัน และกู้ภาพลักษณ์จากต่างชาติที่กำลังรุมเร้าอยู่ในขณะนี้