"พล.อ.ประยุทธ์"ย้ำไทยเร่งแก้ปัญหาโรฮิงญา พร้อมตั้งเวทีคุยเมียนมาร์-มาเลเซีย
ภายหลังเป็นประธานการประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญา ที่มีความต้องการให้รัฐบาลไทยพูดคุยกับเมียนมาร์และมาเลเซียว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งเวทีพูดคุยกันอยู่ แต่ขณะนี้ถือว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันถูกจับตามองดูอยู่โดยเฉพาะตน แต่ก็มีการชื่นชมว่าทุกอย่างดีมีเสถียรภาพ มีความมั่นใจเรื่องการค้าการลงทุนและมีคำถามว่าถ้าตนไม่อยู่แล้วจะเป็นไปตามที่วางไว้หรือไม่ซึ่งก็ตอบยาก แต่ยืนยันว่าจะพยายามทำให้มากที่สุดทุกเรื่องที่ทำได้ในสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายหรือมีผลประโยชน์ จึงได้เกิดความเชื่อมั่นกับประเทศไทย
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของชาวโรฮิงญาที่จับกุมได้นั้นขณะนี้ก็กำลังหาสถานที่พักพิงให้ เพราะคนเหล่านี้ถือว่ามีความผิดกฎหมายในเรื่องการหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งกว่าจะพิจารณาคดีเสร็จก็ต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่กักกันและควบคุมแต่ไม่ได้คุมขัง ก็ต้องดูแลจัดหาาหารที่สามารถรับประทานได้ตามหลักของศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นภาระของประเทศไทย
"ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะต่างชาติจับตาดูอยู่ ถ้ามีการประโคมข่าวออกไปมากๆก็ไม่น่าจะดีนักเนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการข้ามชาติ อย่าลืมว่า ต้นทางมาจากประเทศไม่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ต้นทาง ประเทศไทยเป็นกลางทาง ปลายทางคือประเทศที่สามที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการไป เป็นปัญหาที่ผูกพันสืบเนื่อง ถ้ามุ่งมาที่เราฝ่ายเดียวถือว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องมีการหารือกับประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจว่าการแก้ปัญหามีความเชื่อมโยง และอนาคตปัญหาเหล่านี้จะยากขึ้นเมื่อเราเป็นประชาคมอาเซียน อีกทั้งประเทศไทยเป็นแหล่งที่หาเงินง่าย ซึ่งทุกประเทศเข้มงวดทั้งหมด ซึ่งก็ยอมรับว่าประเทสไทยหลวมก็ต้องขันน๊อตให้แน่น”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาโรฮิงญาเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.หรือแม้แต่สมัยพล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เจอปัญหาเหล่านี้มาตลอดและคุยกับทุกรัฐบาลว่าทำอย่างไรจะอำนวยความสะดวกส่งไปประเทศที่สามโดยไม่ต้องอยู่ในประเทศไทย ก็ทำได้ส่วนหนึ่งแต่ก็ยังมีส่วนที่ลักลอบเข้ามาซึ่งมีจำนวนมาก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีคนจากประเทศต้นทางที่ทำ และสาเหตุที่คนเหล่านี้อพยพเนื่องจากไม่ปลอดภัย ยากจน ไม่มีรายได้จึงเสี่ยงลงเรือมาบุกป่าเข้ามา แล้วมาเจอคนที่แสวงหาผลประโยชน์ โดยคนที่ร่วมขบวนการคือคนที่มาก่อน และร่วมมือกับคนไทยและเอาคนที่อยู่ปลายทางมาร่วมด้วย เจ้าหน้าที่ก็หลับตาบ้าง จึงจำเป็นต้องรื้อทั้งหมด ซึ่งวันนี้ก็มีคำสั่งย้ายคนที่เกี่ยวข้องออกทั้งหมด ส่วนทำไมรัฐบาลชุดก่อนๆไม่แก้ปัญหาก็คงต้องไปถามกันเอง
“ผมเคยบอกแล้วว่าการเมืองประชาธิปไตย ถ้า ครม.หรือรัฐบาลทำงานเพื่อคนทั้ง 67 ล้านคน ปัญหาจะไม่เกิดแต่ถ้าทำเพื่อคะแนนเสียงปัญหาเกิดทุกเรื่อง อนาคตก็ขึ้นอยู่กับทุกคนว่าจะเลือกมากันอย่างไร แต่อย่าเอาผมไปยุ่งเกี่ยวหาว่าผมชี้นำเพราะอยากอยู่ต่อมันไม่ใช่ ผมเพียงแต่บอกว่าให้คิดกันบ้าง ปัญหาค้ามนุษย์ ไอยูยู หรือแม้แต่เรื่องของไอเคโอ เกิดกันมานานแล้ว แต่รัฐบาลผมเข้ามาแก้ คำถามว่าแล้วทำไมรัฐบาลอื่นไม่แก้ แล้วจะให้เข้ามาทำงานอีกจะทำได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐต้องร่วมมือทำงานแบบบูรณาการไม่ใช่ต่างคนต่างทำ อย่าปล่อยให้ทำงานด้วยกฎหมายของแต่ละกระทรวงเองเพราะอาจจะมีการแสวงหาผลประโยชน์ได้ เพราะไม่มีการถ่วงดุลจากการทำงานร่วมกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การเข้ามาทำงานในลักษณะที่ตนเข้ามาไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากทำ อย่างตนก็เกษียณไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครจะเข้ามาทำงาน
“วันนี้หาคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรียังไม่ค่อยอยากจะมี จะมีก็แค่คนเก่าๆ ก็ไม่รู้ว่าพวกท่านจะได้คนเก่าๆหรือเปล่ายังไม่รู้ ถ้าบอกว่าไม่มีใครอยากเป็นแล้วใครจะทำงาน ไม่งั้นก็ไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมีกลุ่มโน้น กลุ่มนี้ ถืออีดาบฆ่าฟันเอาปืนไล่ยิงกัน การปฏิรูปเรื่องโครงสร้าง เรื่องของตำรวจเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ถ้าทำตอนนี้ก็ตีกันตาย ต้องไปทำตอนปฏิรูปให้มีการไปปรับและทำกันแล้วค่อยเสนอมาจากนั้นก็ตั้งกรรมการมาพิจารณาศึกษาว่าเหมาะสมและทำได้หรือไม่ ถ้าทำตามใจกันมันไม่ได้อยากเปลี่ยนตำรวจ อยากให้มีตำรวจท้องถิ่นก็ต้องทดลอง ลดกำลังตรงนี้ไปเพิ่มตรงนั้น กำหนดหน้าที่เฉพาะลงไป โดยส่วนกลางก็ยังคงมีอำนาจอยู่เพื่อทำการถ่วงดุล และถ้าแข็งแรงดีแล้วก็ค่อยๆปรับเปลี่ยน
ตัวอย่างของตำรวจนั้นให้คัดสรรมาจากไหน ให้อำนาจผู้ว่าในการคัดสรรมา และผู้ว่าฯ ก็ต้องเลือกตั้งมาอีกแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ขนาดปัจจุบันมีรัฐบาล มีส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ยังมีปัญหา แล้วถ้ามีตำรวจท้องถิ้นขึ้นมา ใครจะรับประกันว่าแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดจะไม่มีอำนาจถืออาวุธ่อสู้กัน แค่นี้ก็จะตีกันตายแล้ว”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า การปฏิรูปเคยบอกแล้วว่าต้องทำเป็นขั้นตอน ขั้นแรกใช้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้วบูรณาการให้ได้ โดยไม่ต้องใช้อำนาจพิเศษ


