(รายงาน) "มาตรการรับมือ" ธรณีพิบัติ บทเรียนที่สังคม(ไม่)ตระหนัก
ภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาล เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งนับภัยพิบัติที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
นอกจากความสูญเสียอย่างไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสร้างความตื่นตระหนกไปทั้งโลก นานาประเทศต่างระดมสรรพกำลังทุกด้านไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่
ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความตื่นตัวต่อการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติชนิดเดียวที่ยังพยากรณ์ไม่ได้กันอีกครั้ง
สำหรับประเทศไทย ซึ่งผ่านบทเรียนแผ่นดินไหวขนาด 9.3 บริเวณมหาสมุทรอินเดีย เมื่อเดือน ธ.ค.2547 ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ซัดถล่มชายฝั่งประเทศรอบมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมายมหาศาล
อีกเหตุการณ์คือ แผ่นดินไหวขนาด 6.3 ที่ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2557 ทำให้บ้านเรือน อาคารสาธารณะ เสียหายเป็นวงกว้าง แม้ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจะไม่มากแต่ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนกและหวาดผวาไม่น้อยกว่าภัยพิบัติครั้งใดๆ
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลจึงก่อให้เกิดความวิตกกังวลว่าจะมีผลต่อ “รอยเลื่อน” ต่างๆ ทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ แต่ที่น่าวิตกยิ่งกว่า คือ มาตรการต่างๆ ในการเตรียมพร้อมรับมือของไทยนั้นยังมีการปล่อยปละละเลยให้เกิดข้อบกพร่องในมาตรการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ อีกหลายประการ
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานหน่วยปฏิบัติการวิจัยธรณีวิทยาแผ่นดินไหว
เปิดเผยในการแถลงข่าว “บทเรียนจากเนปาลสู่ไทย...รับมือแผ่นดินไหวอย่างไร” ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า สำหรับการเตรียมพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหว เขาเชื่อว่า คนส่วนใหญ่มีสัญชาติญาณเอาตัวรอดอยู่แล้ว แต่ก็อยากฝากแง่คิดว่า “สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้นได้” ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องเตรียมความพร้อม
กระนั้นก็ตาม เขาบอกว่า มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก็พบป้ายบอกทางหนีภัยสึนามิอยู่ในสภาพชำรุด ไม่เห็นเส้นทาง ส่วนอาคารหลบภัยสึนามิ ใต้อาคารเป็นที่เก็บอุปกรณ์ดักสัตว์น้ำ
“แผ่นดินไหวครั้งใหญ่นานๆจะเกิดขึ้น ครั้งหน้าจะนาน แต่เรายืนระยะไม่ได้ สิบปีป้ายก็เก่าแล้ว ลืมแล้ว เมื่อนัดหน้าเราเจอภัยเราจะพร้อมรับมือหรือเปล่า”
ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ ที่ปรึกษาศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า การประชุมระดับโลกเกี่ยวกับการลดภัยพิบัติได้เน้นย้ำ “การปฏิบัติ” ไม่ใช่มีแต่แผน ซึ่งหลายประเทศยังขาดการปฏิบัติ
เมื่อปีก่อนหลังเกิดแผ่นดินไหวที่เชียงรายได้มีการสำรวจพบโรงเรียนหลายแห่งก่อสร้างหลังปี 2540 ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้ออกแบบก่อสร้างอาคารในภาคเหนือ 9 จังหวัด และกาญจนบุรี ให้ต้านทานแผ่นดินไหวตามความเหมาะสม แต่ปรากฏว่ามีหลายแห่งไม่ได้ออกแบบให้ต้านทานภัยแผ่นดินไหว
วัดในพื้นที่ก็เช่นกันมีจำนวนมากมายที่ก่อสร้างหลังปี 2540 แต่ไม่ได้ออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหว
“เรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่เป็นสิ่งที่เมืองไทยหย่อนยานมาก ไม่เคารพกฎหมาย ผนวกกับคอร์รัปชัน จะมีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ต้องมีการแก้ไข”
นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานสำคัญมากมาย เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ที่ต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
นอกจากการปฏิบัติตามกฎหมายแล้วยังมีอีก 3 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการในพื้นที่เสี่ยงภัย คือ 1.ให้ข้อมูล ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างให้กับชาวบ้าน เพราะชาวบ้านมักทำใต้ถุนโล่งและใช้เสาเล็ก ซึ่งเป็นระบบที่อ่อนแอ
สำหรับข้อควรรู้สำหรับประชาชนเพื่อป้องกันอันตรายจากแผ่นดินไหวดูได้ที่ http://evr.eng.chula.ac.th/index.html
2.กำหนดมาตรฐานคุณภาพของเสาสำเร็จรูป ตอม่อ พื้นสำเร็จรูป บ้านน็อคดาวน์ เพราะทุกวันนี้ยังไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้ออกแบบให้ต้านแผ่นดินไหว อีกเป็นจำนวนมาก จึงต้องมีการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เหล่านี้
นอกจากนี้ อาคารที่ก่อสร้างในภูมิภาคจำนวนมาก แม้กระทั่งคอนโดมิเนียม พบว่า ส่วนใหญ่จ้างมือปืนรับจ้างเซ็นควบคุมงาน แต่เวลาก่อสร้างไม่มีคนคุมงาน
เขาเห็นว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่มีกฎหมายบังคับทำให้เจ้าของโครงการแข่งกันตัดราคา เลือกแต่แบบก่อสร้างที่ราคาถูก และไม่รับผิดชอบทางกฎหมายกรณีอาคารพัง ซึ่งในกฎหมายหลายประเทศเจ้าของโครงการต้องร่วมรับผิดชอบกับวิศวกร
3.เสริมความแข็งแรงอาคารเก่า โดยเริ่มจากอาคารสาธารณะ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า ประปา สนามบิน ตามแนวเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญๆ รวมทั้งศูนย์บัญชาการ เช่น ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งนอกจากเสริมความต้านทานแล้วในพื้นที่เสี่ยงต้องทำให้ฟื้นตัวจากแผ่นดินไหวได้เร็วด้วย
“เรายังลงทุนเรื่องเหล่านี้น้อย แต่ถึงเวลาและจำเป็นต้องลงทุนแล้ว อย่านึกถึงแต่การพัฒนาแต่ไม่เตรียมพร้อมรับมือ ที่สำคัญคือต้องการความเป็นผู้นำ เช่นครูใหญ่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเสฉวน ของบประมาณมาเสริมความแข็งแรงอาคารอยู่หลายปี ต่อสู้จนได้งบมาทำ พอเสริมอาคารเสร็จ เกิดแผ่นดินไหวขึ้น อาคารโรงเรียนไม่พัง และไม่มีนักเรียนต้องเสียชีวิต”
หวังว่าข้อมูลและข้อเสนอแนะจากนักวิชาการทั้งสองคนจะช่วยกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติต่างๆ เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยหลายๆ ประเทศที่ประสบมา หรืออย่างน้อยก็ช่วยลดทอนความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


