วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนึ่งปีแผ่นดินไหวเชียงราย วันที่ 'ก่อสร้าง' ใส่ใจมาตรฐาน

(รายงาน) หนึ่งปีแผ่นดินไหวเชียงราย วันที่ "ก่อสร้าง" ใส่ใจมาตรฐาน

วันนี้เมื่อ 1 ปีที่แล้ว ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 จุดศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่ อ.แม่ลาว และอ.พาน จ.เชียงราย นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงอีกครั้งหนึ่งของไทย


ภาพความเสียหายในพื้นที่ ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว ที่มีบ้านเรือนเสียหายมากกว่า 2,000 หลัง ส่วนพื้นที่ใกล้เคียงอีก 7 อำเภอ รวม 50 ตำบล 610 หมู่บ้าน มีสิ่งปลูกสร้างบ้านเสียหายรวม 8,463 แห่ง นับเป็นประจักษ์พยานความรุนแรงของธรณีพิบัติครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี


ผ่านไปหนึ่งปี บ้านเรือน สถานการศึกษา อาคารสาธารณะหลายแห่งที่ถูกแผ่นดินเขย่าจนพังครืนลงมาได้รับการซ่อมแซม จนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 80-90%


เมื่อวันที่ 5 พ.ค. เวียนมาถึงอีกครั้งในปีนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงถือโอกาสจัดกิจกรรม “ย้อนรอย 1 ปี แผ่นดินไหวแม่ลาว...การเปลี่ยนแปลงและการรับมือ” เพื่อรำลึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เชียงราย และติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างอาคารต้านแผ่นดินไหวเพื่อลดความเสี่ยงต่อภัยพิบัติชนิดนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต


รศ.เป็นหนึ่ง วานิชชัย นำทีมคณะวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทยลงพื้นที่ พบว่า บ้านพักอาศัยและโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้น ได้ทำการก่อสร้างใหม่ หรือมีการปรับปรุงซ่อมแซมแล้วเป็นจำนวนมาก


อย่างเช่น โรงเรียนพานพิทยาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวจนอาคารเรียนเสียหาย ต้องทำการทุบทิ้งแล้วก่อสร้างใหม่ทั้งหลัง โดยเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ได้รับพระราชทานการก่อสร้างจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอาคารอีกหนึ่งหลัง


โดยการก่อสร้างอาคารเรียนใหม่นี้ได้มีการออกแบบแปลนการก่อสร้างอาคารที่สามารถรองรับแผ่นดินไหว ซึ่งนักวิจัยของ สกว. ได้ทำการออกแบบเพื่อให้อาคารมีความคงทนต่อการรับแรงแผ่นดินไหวในอนาคต เพราะพื้นที่แถบนี้ยังมีความเสี่ยงอยู่


รศ.ไพบูลย์ ปัญญาคะโป หนึ่งในทีมออกแบบอาคารของ สกว. อธิบายว่า ในการออกแบบโรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนแม่ลาว จากการสำรวจโครงสร้าง พบว่า ไม่มีแรงยึดก็มีการทำคานเสริมเข้าไป ส่วนการรับแรงด้านข้างซึ่งเป็นการอิงตัวเสารองรับอย่างเดียว แต่ในการออกแบบใหม่ที่ทำขึ้นนั้น ทั้งโรงเรียนดังกล่าวและโรงเรียนพานพิทยาคมมีการใช้ผนังรับแรงเฉือน ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการรับแรงที่ดีกว่า


นอกจากนั้น การปรับปรุงในการออกแบบเสา มีการใช้วิธีใช้เสาทรงกลม เพื่อสามารถรับแรงได้ทั้งสองทาง ทั้งทางขวางและทางยาว จากเดิมที่เป็นเสาสี่เหลี่ยมรับแรงได้เพียงทางขวาง แต่ไม่สามารถรับแรงทางยาวได้ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในการก่อสร้าง รวมทั้งทำการปรับเปลี่ยนรอยต่อสำหรับการเสริมความแข็งแรงให้อาคารโดยการเสริมเหล็กเข้าที่จุดเชื่อมระหว่างรอยต่อตัวเสากับคานด้วย


“การออกแบบผนังก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องใส่ใจ เราไม่ใช้การก่ออิฐเพราะจากการสำรวจอาคารที่เสียหายพบว่า ส่วนใหญ่จะพังลงมาหมด เราจึงเปลี่ยนมาใช้ผนังสำเร็จเบา เพราะวัสดุมีความยืดหยุ่นและไม่ส่งถ่ายแรง จากการที่พูดคุยกับทีมก่อสร้างที่รับงาน ในข้อกังวลเรื่องเสียงก็มีการเสริมการเก็บรอยต่อทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีการใช้เหล็กสปริงเพื่อเสริมความแข็งแรงให้เสา”


ส่วนหลังคาได้มีการวางคานคอนกรีตเสริมเหล็กยึดระหว่างหัวเสาในแนวขวางทำให้โครงสร้างอาคารลดการเคลื่อนตัวของชั้นหลังคา ซึ่งเป็นสาเหตุของการแตกร้าวของผนังยิปซั่มขนาดใหญ่ที่ปิดด้านข้างริมหลังคา ซึ่งเคยเกิดการแตกร้าวเสียหายจนร่วงหล่นลงมา


อย่างไรก็ดี รศ.เป็นหนึ่ง บอกว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ทางทีมงานได้มีการศึกษาอาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำการวิเคราะห์หาจุดอ่อนการป้องกัน ก่อนการเกิดเหตุ เพื่อหาวิธีในการออกแบบที่ได้มาตฐานเพื่อความปลอดภัย เช่น เรื่องโรงเรียน ที่เห็นได้ชัดเจนคืออาคารเรียนนั้น มีเสาและพื้นต่อกันขึ้น
ส่วนชั้นบนสุดเป็นโครงเหล็กมาวางบนเสา จึงทำให้เสาชั้นบนสุดเกิดการพับลงมาได้ง่ายเมื่อเกิดแรงเขย่าจะทำให้เกิดอันตราย ในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย จุดอ่อนของอาคารที่นั่นจะพบส่วนมากไม่ที่บนสุด ก็ด้านล่าง เป็นการเกิดเสาหัก


จากนั้น ทีมนักวิจัยได้ค้นคว้าหาวิธีโดยการเชื่อมหัวเสาเข้าด้วยกันกับคาน เท่านี้ก็เป็นการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ได้ใช้ค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป เมื่ออาจารย์ไพบูลย์มารับหน้าที่ในการออกแบบอาคารพระราชทานจึงนำวิธีการดังกล่าวมาใส่เข้าไป ซึ่งเป็นการนำมาใช้ในการปฏิบัติจริง


เขาบอกว่า มาตฐานที่เรากำหนดไว้จากความเห็นนักวิจัยนั้นในความเป็นจริงแล้ว ได้มีการนำมาใช้ ส่วนความใส่ใจในการก่อสร้างจริงมีมากน้อยเพียงไร ปรากฏว่ามีไม่สมบูรณ์บ้าง ซึ่งเป็นธรรมดา จะหวังว่าดีขึ้นหลังแผ่นดินไหว 100% ไม่มีทางเป็นไปได้


"ที่นี่การก่อสร้าง คนในพื้นที่มีการใส่ใจมากขึ้น จากที่เคยเสริมเหล็กน้อยกว่าที่ควรก็มีการเสริมมากขึ้น แต่ก็ต้องใช้เวลาสักพัก กว่าที่จะมีการออกแบบที่สมบูรณ์"


นายธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ ผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างบ้านในพื้นที่ บอกว่า จากการศึกษาถึงลักษณะอาคารในพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวพบว่า บ้านประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้อิฐบล็อกก่อสร้าง ทั้งที่ตัวบ้าน ผนัง หรือแม้กระทั่งจั่วหน้าบ้าน เพราะเป็นวัสดุราคาถูก แต่ผิดหลักการในการก่อสร้าง เพราะเป็นการนำของหนักไปวางไว้ ทำให้คานรับน้ำหนักมากขึ้นจึงก่อให้เกิดอันตราย


“บ้านควรที่จะทำการเสริมเหล็กให้มากขึ้น ผนังก็ควรที่จะใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา เพราะจะสามารถป้องกันแรงการสั่นสะเทือนได้”