สนช.รุมต้านไม่เอาที่มาส.ว. ไม่ขัดนายกฯคนนอก แนะทำประชามติรธน.ประเด็นที่เป็นปัญหา
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)คนที่สอง กล่าวถึงการส่งความเห็นและให้ข้อเสนอแนะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของสนช.ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า เท่าที่ได้รับฟังความเห็นจากสนช.ส่วนใหญ่มีความเป็นห่วงประเด็นโครงสร้างการเมือง โดยเฉพาะเรื่องที่มาส.ว.มีการท้วงติงกันมาก เพราะมีความซับซ้อนในการสรรหา มีที่มาหลายแบบ เข้าใจยาก จึงอยากแก้ไขให้มีส.ว.สรรหาและเลือกตั้งในจำนวนเท่ากัน และส.ว.เลือกตั้ง77จังหวัด ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ไม่ต้องมีคณะกรรมการกลั่นกรองมาคัดเลือกผู้สมัครเหลือ10คน ขณะที่เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก สนช.ส่วนใหญ่ไม่ขัดข้องหากจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอก แต่ต้องระบุให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า ต้องใช้ในช่วงสถานการณ์วิกฤตจริงๆเท่านั้น จะเสนอใช้ในภาวะปกติไม่ได้ และต้องกำหนดนิยามภาวะวิกฤตให้ชัดเจนว่า หมายถึงอะไรบ้าง
นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ส่วนเรื่องส.ส.ระบบสัดส่วนนั้น สนช.ก็เห็นก้ำกึ่งกันอยู่ มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ส่วนตัวเห็นว่า ส.ส.ระบบสัดส่วน เป็นระบบที่เข้าใจยาก อีกทั้งการไปลดจำนวนส.ส.เขตจากปัจจุบัน400คน เหลือ250คน หายไปร้อยกว่าคนทำให้ประชาชนเข้าถึงส.ส.ได้ยากขึ้น เพราะในสังคมชนบท ส.ส.เหมือนเป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน เวลาเดือดร้อนก็วิ่งเข้าหาส.ส. จึงอยากให้เพิ่มจำนวน ส.ส.เขตมากขึ้น
นายพีระศักดิ์กล่าวว่า ส่วนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น สนช.เห็นตรงกันว่า ต้องทำประชามติ แต่ไม่จำเป็นต้องนำร่างรัฐธรรมนูญปีอื่นมาประกบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้ประชาชนโหวตเลือก เพราะรัฐธรรมนูญเดิมอาทิปี 40 หรือ ปี 50 ก็ล้วนมีจุดอ่อน ทำให้เกิดการรัฐประหาร ดังนั้นหากจะทำประชามติควรทำเฉพาะร่างใหม่เพียงฉบับเดียว ขณะนี้มีสนช.บางส่วนเห็นว่า ให้ทำประชามติเป็นรายประเด็นเฉพาะประเด็นที่มีปัญหาท้วงติงมากๆ เช่น ที่มานายกฯ ที่มาส.ว. และที่มาส.ส.ว่า ประชาชนจะเอาด้วยหรือไม่ ไม่ควรทำประชามติทั้งฉบับว่า จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะจะทำให้เนื้อหาในส่วนที่ดีๆของรัฐธรรมนูญพลอยตกไปด้วย หากประชาชนโหวตไม่รับร่าง การโหวตเป็นรายประเด็น ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก ชาวบ้านเข้าใจได้ เพราะไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร ที่ผ่านมาจากการลงพื้นที่พบชาวบ้านหลายจังหวัด ส่วนใหญ่อยากให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั้งนั้น





