ป.ป.ท.จ่อเสนอตั้งอนุกรรมการไต่สวนส.ป.ก.โคราช หลังพบเจ้าหน้าที่รัฐส่อทุจริต 9 ราย
นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวถึงการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยมิชอบในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตามที่คณะทำงานของกระทรวงยุติธรรมนำโดยพ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมและกองทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจสอบว่า ได้มอบหมายให้ป.ป.ท.เขตพื้นที่ 3 รับผิดชอบสำนวนคดี ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานกรณีบุกรุกของสนามแข่งรถโบนันซ่าสปีดเวย์ เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ท.พิจารณาตั้งอนุกรรมการไต่สวนความผิดทางอาญา ส่วนการดำเนินการทางปกครองและทางวินัยกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ยังอยู่ในราชการ ป.ป.ท.จะเสนอให้หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาโยกย้าย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าไปตรวจสอบ
“ผมเห็นด้วยกับกรณีที่มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นปัญหาถูกตรวจสอบออกจากตำแหน่งเดิม เช่น กรณีของนางพรทวี สุตันติราษฎร์ นายช่างรังวัด สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) นครราชสีมา หลังถูกตรวจสอบกรณีนำส.ค.1 เนื้อที่ 30 ไร่ ไปออกโฉนดรุกล้ำเขตส.ป.ก.กว่า 130ไร่ ถือเป็นการทำงานที่สอดรับกับนโยบายรัฐบาลเรื่องการปราบปรามทุจริตในการย้ายบุคคลออกจากปัญหาไปก่อน เพื่อให้หน่วยตรวจสอบจะทำงานง่ายขึ้น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่แม้จะเกษียณราชการไปแล้วไม่สามารถเอาผิดทางวินัยแต่คดีอาญายังเอาผิดย้อนหลังได้” นายประยงค์ กล่าว
เลขาธิการป.ป.ท. กล่าวต่อว่า ในการประชุมร่วมระหว่าง 8 กระทรวง เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ มีการชี้แจงถึงสภาพปัญหาและประเด็นของเจ้าหน้าที่คือพบ 4 ประเด็นหลัก คือ เขตพื้นที่รับผิดชอบไม่ชัด เจ้าหน้าที่ละเลยหน้าที่ แกล้งไม่รู้ไม้เห็น เจ้าหน้าที่ที่ออกเอกสารสิทธิ์ร่วมมือด้วย และหัวหน้าส่วนราชการไม่กำกับดูแล โดยผลการประชุมครั้งแรกได้สั่งการให้แต่ละหน่วยจัดทำเขตพื้นที่รับผิดชอบให้ชัดเจน หากเขตพื้นที่ป่าชัดเจน เขตส.ป.ก. และพื้นที่อื่นก็จะชัดไปด้วย.โดยป.ป.ท.จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณา ทั้งนี้เชื่อว่าผลจากการประชุมระหว่างหน่วยงานจะช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานที่รับผิดชอบกระตือรือร้นในการแก้ไขมากขึ้นกว่าเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์หน้าชุดสืบสวนจะสรุปข้อเท็จจริงเสนอให้บอร์ดป.ป.ท.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนายช่างรังวัดส.ป.ก. นครราชสีมา นำส.ค. 1 ไปออกโฉนดล้ำที่ดินส.ป.ก. เบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องรวม 12 คน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 9 คน และชาวบ้านที่ร่วมสนับสนุน 3 คน ทั้งนี้ในการหารือเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และพล.อ.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ป่าถูกทำลายอย่างต่อเนื่องทั้งที่มีการรณรงค์ป้องกันรักษาป่าจากทุกหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงไม่สามารถดูแลรักษาป่าได้ เจ้าหน้าที่บางคนใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้บุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้โดยที่ต้นสังกัดไม่ดำเนินการเอาผิดอย่างจริงจังทำให้พื้นที่ป่าของประเทศลดลงจนอยู่ในภาวะวิกฤต ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่เพียง 31.57% หรือ 102 ล้านไร่ ดังนั้นจึงสั่งการให้ผู้แทนจาก 8 กระทรวง 20 หน่วยงาน โดยเฉพาะกรมอุทยาน กรมป่าไม้ กรมเจ้าท่า กรมธนารักษ์ ส.ป.ก. กลับไปรวบรวมข้อมูลพื้นฐานของแต่ละหน่วยงานมานำเสนอต่อที่ประชุมในวันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยข้อมูลที่ต้องการคือจำนวนเนื้อที่ป่าและพื้นที่สาธารณะประโยชน์ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน วิธีการควบคุมพื้นที่ และวิธีจัดการปัญหา
สำหรับพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานฯ พบว่ามีราษฎรเข้าไปถือครองที่ดินเพื่ออยู่อาศัยและทำกินประมาณ 184,000 ราย รวมเนื้อที่กว่า 2 ล้านไร่ ทำให้ส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูสภาพป่าและเกิดการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการกำหนดแนวเขตป่าไม้ไม่ชัดเจน พล.อ.ดาวพงษ์จึงสั่งการให้กระทรวงทรัพย์ฯเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแนวเขตป่า ในส่วนของส.ป.ก.จะต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปะให้มีการเปลี่ยนชื่อเกษตรกรเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งผิดเงื่อนไข และการเข้าไปเดินรังวัดที่ดินในพื้นที่ป่าและภูเขาจนทำให้เกิดปัญหาการบุกรุกและมีการโต้แย้งสิทธิระหว่างผู้บุกรุกกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าซึ่งถูกกลุ่มทุนบุกรุกเข้าทำประโยชน์เต็มพื้นที่ อาทิ วังน้ำเขียว เขาใหญ่ หรือเขาค้อ ให้หน่วยงานเจ้าของพื้นที่รายงานถึงอุปสรรคปัญหาที่ไม่สามารถดำเนินการขับไล่ ทั้งนี้เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
นอกจากนี้ ในที่ประชุมพล.อ.ไพบูลย์และพล.อ.ดาวพงษ์ยังกำชับให้เร่งรื้อถอนขับไล่คดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วในส่วนของกรมที่ดินจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ถือครองเอกสารส.ค.1 ทั่วประเทศเข้ามาขอรังวัดเพื่อเปลี่ยนเป็นโฉนด ทั้งนี้เพื่อล้อมคอกไม่ให้นำส.ค.1 จากพื้นที่อื่นมาอ้างสวมทับออกเอกสารสิทธิ์ในเขตป่าและขอออกเอกสารสิทธิ์เกินกว่าเนื้อที่ที่กำหนดไว้ในส.ค.1





