รพ.อุดรฯ ผวา พบ 3 ผู้ป่วยมะเร็งฝังแร่กัมมันตรังสีมารักษาตัว หวั่นอันตรายจากรังสีแพร่กระจายจากตัวผู้ป่วย
ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 6 อาคารอำนวยการ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์ ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี พร้อมด้วย นพ.กานต์ กาญจนพิชญ์ หัวหน้ากลุ่มงานอาชีวเวชกรรม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน กรณีพบผู้ป่วยโรคมะเร็งเข้ามาทำการรักษาตัวยังโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี โดยมีผู้ป่วยจำนวน 3 คน ที่มีการฝังก้อนแร่กัมมันตรังสีในร่างกายแบบถาวร เพื่อทำการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งตรวจสอบพบจากการซักประวัติผู้ป่วย ทำให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ เกิดความหวาดกลัว ที่อาจได้รับอันตรายจากรังสีที่อาจแพร่กระจายออกจากตัวผู้ป่วย
นพ.ชุติเดช ตาบ-องครักษ์ ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลพบว่า มีผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เข้ามารักษาตัว จากการซักประวัติทราบว่ามีผู้ป่วย 3 ราย ที่อยู่ใน จ.อุดรธานี 1 ราย และจังหวัดใกล้เคียง 2 ราย ได้ทำการฝังก้อนแร่กัมมันตรังสีแบบถาวรในร่างกายมาจากต่างประเทศ และเป็นการบังเอิญตรวจพบ ขณะเข้าทำการเอกซเรย์ร่างกาย โดยได้นำตัวผู้ป่วยวัดค่ากัมมันตรังสีจากตัวผู้ป่วยทั้ง 3 ราย พบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยแล้ว มีการฝังแร่มานานกว่า 3 เดือน และเข้าสู่การรักษาตัวตามช่องทางปกติ แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังหากมีการเสียชีวิต ส่วนทางเจ้าหน้าที่ทีรับผิดชอบในการตรวจรักษา ทางโรงพยาบาลได้จัดการประชุมหาแนวทางการปฎิบัติ กรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการฝั่งแร่กัมมันตรังสีแบบถาวร มาทำการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงของบุคคลากรจากกัมมันตภาพรังสี ที่อาจจะได้รับไปแล้ว
นพ.กานต์ กาญจนพิชญ์ หัวหน้ากลุ่มงานอาชีวเวชกรรม กล่าวว่า มาตรการป้องกันการแพร่กระจายรังสี มี 2 วิธี คือ การป้องกันที่ตัวผู้ป่วย และ การป้องกันแก่บุคคลที่ใกล้ชิดผู้ป่วย ซึ่งทางโรงพยาบาลที่ทำการรักษา จะต้องให้ความรู้ในด้านการป้องกันกับตัวผู้ป่วยที่ทำการฝังแร่แบบถาวร ซึ่งทางโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ไม่เคยพยบผู้ป่วยที่ฝังแร่มาก่อน จึงเป็นเรื่องใหม่ที่ทำให้บุคคลากรของเรา อาจจะยังไม่ทราบถึงวิธีการป้องกัน โดยทางโรงพยาบลฯ จึงร่วมกับทางกลุ่มงานรังสีวิทยา ได้จัดประชุมให้ความรู้แก่บุคคลากรไปแล้ว รวมถึงการเริ่มจากจุดการซักประวัติผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ต้องมีการคัดกรองเบื้องต้น ด้วยคำถามว่าเคยมีการฝังแร่รักษาโรคทั้งแบบถาวรหรือแบบฝังชั่วคราวมาก่อนหรือไม่
“หากผู้ป่วยแจ้งว่าเคยมี ต้องถามต่อว่า ฝังอยู่ที่จุดไหนของร่างกาย และฝังมาเป็นเวลานานเท่าไหร่ มีการป้องกันมาก่อนหรือไม่ หากทราบว่ามีการฝังแร่มานานกว่า 3 เดือน ที่ส่วนใหญ่จะทำการฝังแร่ไอโอดีน 125 ที่ระยะครึ่งชีวิตที่เป็นระยะเวลาของกัมมันตรังสีลดลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งของแร่ตัวนี้จะมีอายุประมาณ 60 วัน ในทางปฎิบัติหากผู้ป่วยได้ฝังแร่มานานกว่า 3 เดือน โอกาสที่กัมมันตรังสีจะแผ่กระจายทำให้เกิดอันตรายหรือเกินค่ามาตรฐานมีน้อยมาก เมื่อไม่เกิดอันตรายแล้ว ผู้ป่วยรายนี้ก็จะเข้าสู่การรักษาทางปกติได้”
นพ.กานต์ กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ฝังแร่น้อยกว่า 3 เดือน การรักษาจะต้องใช้ช่องทางพิเศษ ต้องแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่กลุ่มงานรังสี เพื่อนำผู้ป่วยไปวัดปริมาณรังสีที่แผ่ออกจากร่างกาย หากคนไข้ที่ไปรักษาด้วยการฝังแร่และได้รับการป้องกันอย่างดีเขาต้องใส่ชุดตะกั่ว ในการออกไปสู่สถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะที่มีผู้คนจำนวนมาก และเมื่อนำตัวไปวัดปริมาณรังสีในระยะห่าง 1 เมตรจากผิวหนังผู้ป่วย แล้ววัดค่ารังสีได้ไม่เกินค่ามาตรฐานที่ 2 ไมโครซีเวิร์ต ถือว่าปลอดภัย ที่สามารถเข้าระบบรักษาผู้ป่วยได้ตามปกติ ญาติสามารถอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้
“แต่ถ้าวัดได้เกินค่ามาตรฐาน ต้องให้ผู้ป่วยใส่ชุดตะกั่วป้องกันรังสีไม่ให้แผ่ออกมา ก่อนจะเข้ากระบวนการรักษา เจ้าหน้าที่ของกลุ่มงานรังสี ต้องไปให้ข้อมูลต่อยังบุคคลากรที่จะทำการรักษาผู้ป่วยว่า จะต้องปฏิบัติตัวมีการป้องกันอย่างไร โดยเฉพาะญาติผู้ป่วยต้องได้รับความรู้ในการปฏิบัติตัว การดูแลผู้ป่วยอย่างไร ที่จะไม่ได้รับอันตรายจากรังสี ซึ่งเด็กและหญิงมีครรภ์ จะต้องไม่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย และเพื่อความปลอดภัยควรอยู่ห่างจากตัวผู้ป่วยอย่างน้อย 1 เมตร ต้องแยกห้องผู้ป่วยต่างหาก และต้องไม่ออกไปยังสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง ถึงแม้จะสวมใส่ชุดตะกั่วก็ตาม จนกว่าจะผ่านไปไม่น้อยกว่า 3 เดือน ที่รังสีจะลดลงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น”
นพ.กานต์ กล่าว่ว่า หากผู้ป่วยที่ฝังแร่เสียชีวิต การเผาศพจะทำให้รังสีแพร่กระจายจากความร้อน ที่จะเป็นอัตรายต่อผู้ที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิตญาติจะต้องแจ้งไปยัง สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ ที่จะมีการแจ้งถึงวิธีการเผา การเก็บอัฐิ การจัดการความปลอดภัยเบื้องต้นให้ทราบ ซึ่งในหลักการหากผู้ป่วยที่เสียชีวิตฝังแร่มายังไม่ครบ 1 ปี จะต้องไม่รีบนำไปทำการเผาศพ เพราะเม็ดกัมมันตรังสีจะยังคงแผ่กระจายรังสีออกมามากขึ้นเมื่อเจอความร้อน แต่หากครบ 1 ปี ที่จะทำให้ปริมาณรังสีลดลงมากจนถึงขนาดไม่เป็นอันตราย จึงจะสามารถทำพิธีเผาศพได้ แต่ยังคงต้องทำการประสานกับทาง สนง.ปรมาณูเพื่อสันติให้ทราบ หากเกิดความผิดปกติขึ้น
“ส่วนการเฝ้าระวังและจัดการเม็ดแร่กัมมันตรังสีที่ยังคงเหลืออยู่กับตะกอนเถ้าถ่าน ที่มีขนาดเล็กเท่าเม็ดข้าวสาร เพื่อทำการเก็บไปทำลาย ห้ามใช้มือหยิบจับโดยตรง ต้องใช้ที่คีบที่เป็นตะกั่วจับพร้อมใส่ชุดตะกั่วป้องกัน นำแร่เก็บไว้ในกล่องตะกั่ว หรือกล่องโลหะที่เป็นสังกะสี หรือเหล็ก ก่อนให้ทาง สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ นำไปทำลาย ส่วนเถ้ากระดูกที่จะนำไปทำพิธีลอยอังคารในมีน้ำ ลำคลอง ตามประเพณี ญาติต้องนำมาเก็บไว้อีกอย่างน้อย 2 ปี จึงจะอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย เพื่อไม่ให้กัมมันตรังสีไปปนเปื้อนสู่ธรรมชาติ โดยเถ้ากระดูกต้องเก็บไว้ในภาชนะโลหะอย่างหนาแน่น กรณีผู้ป่วยเสียชีวิตให้ติดต่อ กลุ่มกำกับดูแลความปลอดภัยการใช้รังสีทางการแพทย์ สำนักกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี สนง.ปรมาณูเพื่อสันติหมายเลขโทรศัพท์ 02-5967600 ต่อ 3515-3517”
ขอบคุณภาพจาก//http://pr.moph.go.th/

