วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไร้เงา'บุญทรง-ภูมิ-มนัส'แจงตอบข้อซักถามสนช.

ไร้เงา “บุญทรง-ภูมิ-มนัส” แจงตอบข้อซักถามสนช. คดีทุจริตซื้อขายข้าวจีทูจี อ้างกลัวส่งผลกระทบรูปคดีในชั้นศาลฎีกาฯ สนช.นัดปิดสำนวนคดี 7พ.ค.นี้

ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม เพื่อดำเนินการถอดถอน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 56(1) และมาตรา 58 พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จากกรณีการทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งเป็นการซักถามคู่กรณีคือป.ป.ช. กับ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคน ตามที่สมาชิกสนช.ได้ส่งคำถามมายังคณะกรรมาธิการซักถาม โดยมี 19 คำถาม ถาม ป.ป.ช.2คำถาม ถามผู้ถูกกล่าวหา 17 ข้อ ทั้งนี้นายสุรชัย ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย คือ นายบุญทรง นายภูมิ และนายมนัส ทำหนังสือถึงประธานสนช. ขอใช้สิทธิไม่มาตอบคำถามต่อสนช. เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อยากให้เกิดความเสียหายในการต่อสู้คดี

จากนั้นคณะกรรมาธิการซักถามได้ตั้งคำถามถึงตัวแทนป.ป.ช.ว่า 1. ปัจจุบันนายมนัสเกษียณอายุราชการ และถูกออกจากราชการแล้ว แม้จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ก็ไม่สามารถกลับเข้ารับราชการได้ ดังนั้นเหตุใดป.ป.ช.จึงยังยื่นถอดถอนอีก 2.ให้ชี้แจงความผิดของนายบุญทรง และนายภูมิที่ถูกตั้งข้อหาผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. ตอบข้อซักถามว่า เหตุที่ต้องยื่นถอดถอนนายมนัส เนื่องจากการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง นอกจากหมายถึงนักการเมืองแล้ว ยังครอบคลุมถึงข้าราชการระดับสูงด้วย ซึ่งนายมนัสเป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ถือเป็นตำแหน่งข้าราชการระดับสูง ที่ต้องได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนในการบริหารงาน ต้องถูกตรวจสอบโดยสภาฯได้ อีกทั้งผู้ใดที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เป็นเวลา 5 ปี ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ดำเนินการด้วยความอาฆาตมาดร้าย พยาบาท แต่ทำตามหน้าที่ 

นายวิชากล่าวว่า ส่วนความผิดของนายบุญทรงและนายภูมิ เนื่องจากการไต่สวนของป.ป.ช.พบว่า มีการทุจริตในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) กับบริษัท ไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้ง จำนวน 4.9 ล้านตัน โดยมีการทำสัญญาซื้อขายข้าวในราคาถูกกว่าท้องตลาด และไม่เปิดโอกาสให้บริษัทอื่นเข้าร่วมแข่งขัน แต่จากการตรวจสอบพบว่า บริษัททั้ง 2 แห่ง ไม่ใช่บริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนให้มาทำสัญญาซื้อขาย จึงไม่ใช่การทำสัญญาแบบจีทูจี แต่สวมรอยนำบริษัทที่อ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนมาทำสัญญาซื้อขาย และผลสุดท้ายก็ไม่มีการส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศจริง มีการส่งออกข้าวไปประเทศจีนเพียงแค่ 3 แสนกว่าตัน ถือเป็นการอุปโลกน์การซื้อขายข้าวแบบจีทูจีขึ้นมา โดยใช้เล่ห์ทางการเมือง มีจุดมุ่งหมายในการซื้อข้าวราคาต่ำกว่าท้องตลาด แล้วนำไปขายต่อในประเทศ โดยบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาล ถือเป็นการทุจริตการซื้อขายข้าว โดยร่วมมือกันระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อซักถามป.ป.ช.เสร็จแล้ว กมธ.ซักถามได้อ่านคำถามที่จะถามฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 17 ข้อ ให้ที่ประชุมสนช.ฟัง โดยไม่มีผู้ถูกกล่าวหามาร่วมตอบคำถาม โดยคำถามที่ถามนายบุญทรงและนายภูมิส่วนใหญ่เป็นคำถามในลักษณะเดียวกันคือ การมีเอกสารหลักฐานใดยืนยันว่า บริษัท ไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้ง ที่เป็นผู้ทำสัญญาซื้อขายกับข้าวรัฐบาล เป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน การมีเอกสารยืนยันว่า ข้าวที่ทำสัญญาซื้อขายมีการส่งออกไปยังประเทศจีนจริงหรือไม่ จำนวนเท่าใด เหตุใดจึงเปิดกว้างวิธีชำระเงินค่าข้าวในครั้งนี้ถึง 3 วิธี ต่างจากการชำระเงินแบบจีทูจีโดยทั่วไปที่จะใช้วิธี LC เพียงวิธีเดียว และทราบหรือไม่ว่า ข้าวที่ทำสัญญาแบบจีทูจี ราคามิตรภาพ ถูกกว่าท้องตลาด ไม่ถูกส่งออกไปยังประเทศจีน แต่ถูกบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลนำไปขายต่อไปในประเทศ ตลอดจนผู้กล่าวหาทั้งสองคนจะให้การอย่างไร จะรับสารภาพ ภาคเสธ หรือปฏิเสธข้อกล่าวหา

ส่วนคำถามที่ถามนายมนัสจำนวน 2 คำถามคือ เรื่องการมีหลักฐานยืนยันหรือไม่ว่า บริษัท ไห่หนานและบริษัท กวางตุ้ง มีเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน และยืนยันได้หรือไม่ว่า มีการส่งออกข้าวจากไทยไปจีนจริง เหตุใดจึงใช้วิธีขายสินค้าแบบหน้าคลัง ไม่ใช้วิธีขายแบบเอฟโอบี หรือซีไอเอฟ ที่เป็นวิธีปกติในการซื้อขายทั่วไป

จากนั้นนายสุรชัยได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า นายบุญทรง และนายภูมิ ได้ยื่นคำขอแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจา ขณะที่นายมนัส ได้แจ้งความประสงค์ขอแถลงปิดสำนวนคดีเป็นหนังสือ และที่ประชุมได้กำหนดวันแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 10.00 น.

ต่อมาที่ประชุมได้พิจารณารายงานการประชุมลับสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งที่ 4/2558 ในศุกร์วันที่ 16 ม.ค. 2558 เพื่อดำเนินการถอดถอน น.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบกับมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยที่ประชุมลงมติไม่เปิดเผยรายงานลับดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายการประชุม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ได้กำชับกรรมาธิการที่พิจารณาร่างกฎหมาย ให้พิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบ โดยระบุว่า สนช.ไม่สามารถลองผิดลองถูกได้ ไม่ใช่วุฒิสภา เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วส่งสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง แต่มีขั้นตอนเดียว คือส่งให้ลงพระปรมาภิไธยเท่านั้น ซึ่งหากการพิจารณากฎหมายมีปัญหาเกิดข้อขัดแย้งขอให้กมธ.แก้ไขในชั้นกมธ. หากเกี่ยวข้องกับรัฐบาลนั้น ตนได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งรัฐบาลพร้อมจะประนีประนอมรับฟังความเห็นของสนช. หากไม่มีการรับฟังกันจะทำให้เกิดความขัดแย้ง และเป็นปัญหา จึงขอย้ำว่า พิจารณากฎหมายให้เสร็จสมบูรณ์ในชั้นกมธ. จากนั้นนายพรเพชรได้สั่งปิดประชุมในเวลา 11.25 น. โดยระบุว่า เนื่องจากมีสมาชิกสนช. 40 กว่าคน จะเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในช่วงบ่ายวันที่ 30 เม.ย. และในวันที่ 1 พ.ค.จะมีการประชุมสนช.เพื่อพิจารณากฎหมายสำคัญหลายฉบับ ขอให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง