ผบ.ตร.เผยจ่อออกหมายจับอีก 2 คดีคาร์บอมบ์สมุย จับตาความเคลื่อนไหว"พล.อ.ชวลิต
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.และพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช้วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงถึงความคืบหน้าเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย จ.สุราษฎร์ธานี ว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมประชุมกับเจ้าน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และพนักงานสืบสวนสอบสวนชุดคลี่คลายคดีนี้ เพื่อกำหนดนโยบายและทิศทางการปฏิบัติงานให้ตรงกันในการคลี่คลายไขคดีระเบิดคาร์บอมบ์ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมาโดยเร็ว
พล.ต.อ.สมยศ กล่าววว่า หลังจากที่มีการออกหมายผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไปแล้ว 6 คน และในเร็วๆนี้ก็เตรียมที่จะออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 2 คน เนื่องจากตอนนี้มีพยานหลักฐานเป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามีส่วนรู้เห็นและมีส่วนร่วมในการก่อเหตุในวันดังกล่าว โดยมีทั้งพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และประจักษ์พยานที่ชี้ชัดว่า ทั้งหมดร่วมอยู่ในขบวนการ ขณะเดียวกันการปฏฺบัติงานเพื่อคลี่คลายคดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปร่วมสอบปากคำซักถามผู้ต้องสงสัย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารด้วย ส่วนกระบวนการสืบสวนสอบสวนจะใช้ระยะเวลายาวนานแค่ไหนนั้นไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากต้องรอให้มีพยานหลักฐานที่แน่นหนารัดกุม เพื่อจะได้สามารถขยายผลไปถึงตัวผู้บงการให้ได้ อีกทั้งผู้ต้องสงสัยที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้และนำมาสอบสวนแต่ละคนไม่ใช่ธรรมดา เพราะเป็นกลุ่มที่เคยต้องคดีความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้
"โดยสรุปตอนนี้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุคาร์บอมบ์โดยกฎหมายพิเศษได้แล้วประมาณ 10 กว่าคน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดยหมายจับตามพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 11 (1) ทั้งหมด 2 คน และเร็วๆนี้เตรียมจะออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 2 คน โดยขณะนี้ยังไม่สามารถระบุชี้ชัดลงไปได้ว่าผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเป็นสมาชิกของกลุ่มขบวนการใด ต้องต้องรอให้มีพยานหลักฐานที่แน่ชัดแน่นหนา ก่อนจะกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มขบวนการใด เพราะจะเป็นการไปสร้างเครดิตให้กับกลุ่มนั้นๆ ถ้าหากระบุผิดพลาดอาจกลับกลายเป็นการกระตุ้นขบวนการนั้นๆให้โกรธแค้น และตอบโต้เจ้าหน้าที่ได้ หรืออาจทำให้เข้าใจผิดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไปกลั่นแกล้งให้ร้ายป้ายสี จึงต้องรอให้ทุกอย่างแน่ชัดตามพยานหลักฐานที่ปรากฏเสียก่อน" ผบ.ตร. กล่าว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุดังกล่าว พล.ต.อ.สมยศ ตอบว่า โดยส่วนตัวได้รับรู้กระแสข่าวดังกล่าวจากสื่อมวลชนต่างๆเช่นกัน อย่างไรก็ตามล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อไปเป็นประธานในงานเลี้ยงสังสรรค์ครบรอบ 7 ปี การก่อตั้งชมรมปิยะมิตรไทย และรำลึกครบรอบ 28 ปี การเข้าร่วมพัฒนาชาติไทย ของอดีตกลุ่มโจรคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) ที่ โรงแรม ลี การ์เด้นส์ พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งตำรวจและทหารก็ได้มีการเฝ้าระวังจับตาการเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้เจาะจงที่กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดหรือบุคคลใดเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากได้เฝ้าระวังการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองทุกกลุ่ม หากการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต เป็นการจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ตามประสาผู้ที่มีความสนิทสนมกันปกติ ไม่ได้สร้างความเสียหาย ก็สามารถกระทำได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเฝ้าระวังจับตาไปตามหน้าที่อยู่แล้ว
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่าว่า อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อมีการพบปะพูดคุยหรือทำกิจกรรมของนักการเมืองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วมีเหตุเกิดขึ้น มันก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาเป็นประเด็นในการสืบสวนสอบสวน เพราะหากมีความเคลื่อนไหวขึ้นและมีเหตุเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน ความเคลื่อนไหวนั้นก็ต้องตรวจสอบดูให้ลึกว่ามีใครเข้าไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยง หรือเข้าไปมีกิจกรรมร่วมอยู่หรือไม่ และบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่อยู่ในข่ายที่น่าเชื่อได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นเป็นใจ หรือให้ความช่วยเหลือสนับสนุนหรือไม่อย่างไร ก็ต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้การจัดกิจกรรมหรือพบปะพูดคุยกันของนักการเมืองในพื้นที่ก็เป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงจำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลเหล่านั้นมาเพื่อพูดคุย มาคิด หรือมาทำกิจกรรมไรกัน และหากเป็นจังหวะเดียวกับที่มีเหตุระเบิดเกิดขึ้นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารรถจะไปห้ามไม่ให้สังคม หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชนต่างๆคิดไปได้ว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุด้วย จึงต้องสืบสวนให้ชัดเจนต่อไป
ด้านพล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในวันครบรอบ 11 ปี เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ในวันนี้(28 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้มีการเพิ่มมาตรการในการตรวจค้น ตรวจตรา เฝ้าระวังในสถานที่สำคัญ พร้อมวางกำลังตามจุดเสี่ยงต่างๆเพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายเข้ามาก่อเหตุความรุนแรงขึ้นได้ โดยเบื้องต้นยังไม่มีรายงานการเตรียมก่อเหตุรุนแรงใดๆขึ้น





