วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สปช.จังหวัด' โวยถูกกล่าวหา ต่อรองให้ลงสมัครส.ว.ได้

ถกสปช.วันสุดท้าย สปช.จังหวัด โวยถูกกล่าวหาต่อรองให้ลงสมัครส.ว.จังหวัดได้ อัดสภาขับเคลื่อนฯสืบทอดอำนาจ

ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 36 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันสุดท้าย โดยเป็นการอภิปรายเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญในภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 การปฏิรูปเพื่อลดความเลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ส่วน 1สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธิศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติ ส่วน 2 การปฏิรูปด้านต่างๆ ต่อจากเมื่อคืนวันที่ 25 เม.ย. 2558 ที่ผ่านมา

 

นายอนันต์ สิริแสงทักษิณ สปช. อภิปรายว่า ในเรื่องกลไก โครงสร้างสภาการขับเคลื่อนและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ นั้นยังมีจุดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงอยากให้มีการทบทวนให้ความชัดเจนมากขึ้น โดยให้กำหนดเรื่องนี้ไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งจะครอบไปถึงการปฏิรูปด้านต่างๆและรองรับการเดินหน้าของประเทศทำให้เกิดการบูณรณาการร่วมกัน นอกจากนี้ต้องการให้หน่วยงานขับเคลื่อนมีความเป็นมืออาชีพขึ้นตรงต่อฝ่ายบริหาร และต้องการสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วนทำให้ทุกคนเกิดความสึกเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ควรมีการเปิดเผยรายงานการปฏิบัติงานต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนตัดสินเองว่ามีผลงานมากน้อยเพียงไหน อย่างไรก็ดีเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบที่ชัดเจน ควรมอบงานเรื่องนี้ให้ฝ่ายบริหารรับผิดชอบเป็นหลักในเรื่องการจัดการ กลไก และองค์กรขับเคลื่อน ส่วนในรัฐธรรมนูญอาจกำหนดเพียงกรอบเวลาและแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้มีผลต่อความสำเร็จ

 

ด้านนายทิวา การกระสัง สมาชิก สปช. บุรีรัมย์ อภิปรายว่า มีการกล่าวหาว่ามีการตกลงกันระหว่างกมธ.ยกร่างฯกับสมาชิกสปช.ที่มาจากจังหวัดที่ต้องการให้สปช.จังหวัดสามารถมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ได้ สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเท็จ เนื่องจากสปช.จังหวัดที่ไปพูดคุยกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ นั้นเป็นการพูดกันในห้องสีชมพูเพราะต้องการให้สมาชิกที่มาจากจังหวัดที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปให้ประชาชนทราบ เนื่องจากได้รับแรงกระแทกจากข้างนอกและข้างใน จึงอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของ ประชาชน ตนจึงได้บอกไปว่าถ้าต้องการให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มาของส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน

 

“ผมยืนยันว่าไม่เคยไปต่อรองกับนายบวรศักดิ์เลยว่าต้องการให้เพื่อนสมาชิกสปช.ที่มาจากต่างจังหวัดสามารถสมัครรับเลือกตั้งส.ว. และตัวผมเองก็ไม่เคยคิดว่าจะสมัครรับเลือกตั้งส.ว. แต่การลงสมัครเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันไม่เคยมีการต่อรอง” นายทิวา กล่าว

 

นายทิวา กล่าวต่อว่า ในส่วนของสภาขับเคลื่อน ที่ระบุว่า ให้มีสมาชิก สปช. 60 คน อยู่ในสภานี้ตนสนับสนุนในส่วนนี้ แต่ไม่เห็นด้วยที่ระบุให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 30 คน ถือเป็นการล็อกสเป็คเกินไป และอยากรู้ว่ากฎหมายเขียนเพื่อประโยชน์ใครให้ดูคนเขียน คือ กมธ.ยกร่างทั้ง 36 คน หากสปช.รับรองแบบเอาง่ายก็เข้าตำรา อย่างมาตรา 279 เกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนฯและคณะกรรมาการยุทธศสตร์ เขียนมาเพื่อใคร อย่างคำพูดแต่โบราณมา เมื่อก่อนต้องอ่านตั้งแต่แรกจนบรรทัดสุดท้าย แต่มาตรานี้เขียนโต้งๆ เพื่อสปช. 60 คน สปช. ต้องมีอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯนี้ การเอา สปช.เข้าไปเป็นถือเป็นการเอาพรรคพวกตัวเองเข้าไปเป็นถึง 60 คน ยิ่งกว่าตั้งเครือญาติเป็นผู้ช่วย สนช.และที่วุฒิสภา 50 เขียนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเอง ซึ่งตนอยากบอกว่าการตั้ง สปช. 60 คนน่าอายยิ่งกว่า

 

จากนั้น พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า ทุกเรื่องที่บัญญัติมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่มา ส.ว.ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นและจัดเวทีต่างๆ ทำให้ทางกมธ.มีการทบทวนในรอบสุดท้าย ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบน่าจะให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของจังหวัด 77 จังหวัดๆละ1 คน อย่างไรตนยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการล็อบบี้และประธานกมธ.ยกร่างไม่มีอะไรอยู่ในใจหรือใช้อภิสิทธิไปฟังใครมา แต่ได้มีการทบทวนซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของกมธ.ยกร่างที่เห็นด้วยในการปรับสัดส่วนให้ลดลง ส่วนเรื่องสภาขับเคลื่อนฯ ที่สมาชิกอภิปรายเกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนที่มีจำนวน 120 คนมีที่มา 3ทาง รวมถึงที่ ตั้งข้อสงสัยถึงการให้ สัดส่วน สปช.อยู่ใน สภาขับเคลื่อนฯ โดยทางกมธ.ยกร่างฯเห็นว่าในเรื่องการปฏิรูปควรให้คนมีความรู้ในด้านต่างๆเข้ามาอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ เพื่อให้การปฏิรูปทำได้ดี แต่เมื่อมีเสียงเห็นด้วยไม่เห็นด้วยจะนำมาชั่งน้ำหนักและปรับเปลี่ยนไม่ให้เกิดข้อครหาต่อไป