ถกสปช.วันสุดท้าย สปช.จังหวัด โวยถูกกล่าวหาต่อรองให้ลงสมัครส.ว.จังหวัดได้ อัดสภาขับเคลื่อนฯสืบทอดอำนาจ
ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 36 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันสุดท้าย โดยเป็นการอภิปรายเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญในภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด 2 การปฏิรูปเพื่อลดความเลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ส่วน 1สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธิศาสตร์ การปฏิรูปแห่งชาติ ส่วน 2 การปฏิรูปด้านต่างๆ ต่อจากเมื่อคืนวันที่ 25 เม.ย. 2558 ที่ผ่านมา
นายอนันต์ สิริแสงทักษิณ สปช. อภิปรายว่า ในเรื่องกลไก โครงสร้างสภาการขับเคลื่อนและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ นั้นยังมีจุดเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนที่ยังไม่มีความชัดเจน จึงอยากให้มีการทบทวนให้ความชัดเจนมากขึ้น โดยให้กำหนดเรื่องนี้ไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งจะครอบไปถึงการปฏิรูปด้านต่างๆและรองรับการเดินหน้าของประเทศทำให้เกิดการบูณรณาการร่วมกัน นอกจากนี้ต้องการให้หน่วยงานขับเคลื่อนมีความเป็นมืออาชีพขึ้นตรงต่อฝ่ายบริหาร และต้องการสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วนทำให้ทุกคนเกิดความสึกเป็นเจ้าของ ทั้งนี้ควรมีการเปิดเผยรายงานการปฏิบัติงานต่อสาธารณะเพื่อให้ประชาชนตัดสินเองว่ามีผลงานมากน้อยเพียงไหน อย่างไรก็ดีเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบที่ชัดเจน ควรมอบงานเรื่องนี้ให้ฝ่ายบริหารรับผิดชอบเป็นหลักในเรื่องการจัดการ กลไก และองค์กรขับเคลื่อน ส่วนในรัฐธรรมนูญอาจกำหนดเพียงกรอบเวลาและแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้มีผลต่อความสำเร็จ
ด้านนายทิวา การกระสัง สมาชิก สปช. บุรีรัมย์ อภิปรายว่า มีการกล่าวหาว่ามีการตกลงกันระหว่างกมธ.ยกร่างฯกับสมาชิกสปช.ที่มาจากจังหวัดที่ต้องการให้สปช.จังหวัดสามารถมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ได้ สิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเท็จ เนื่องจากสปช.จังหวัดที่ไปพูดคุยกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ นั้นเป็นการพูดกันในห้องสีชมพูเพราะต้องการให้สมาชิกที่มาจากจังหวัดที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปให้ประชาชนทราบ เนื่องจากได้รับแรงกระแทกจากข้างนอกและข้างใน จึงอยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของ ประชาชน ตนจึงได้บอกไปว่าถ้าต้องการให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มาของส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน
“ผมยืนยันว่าไม่เคยไปต่อรองกับนายบวรศักดิ์เลยว่าต้องการให้เพื่อนสมาชิกสปช.ที่มาจากต่างจังหวัดสามารถสมัครรับเลือกตั้งส.ว. และตัวผมเองก็ไม่เคยคิดว่าจะสมัครรับเลือกตั้งส.ว. แต่การลงสมัครเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยืนยันไม่เคยมีการต่อรอง” นายทิวา กล่าว
นายทิวา กล่าวต่อว่า ในส่วนของสภาขับเคลื่อน ที่ระบุว่า ให้มีสมาชิก สปช. 60 คน อยู่ในสภานี้ตนสนับสนุนในส่วนนี้ แต่ไม่เห็นด้วยที่ระบุให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 30 คน ถือเป็นการล็อกสเป็คเกินไป และอยากรู้ว่ากฎหมายเขียนเพื่อประโยชน์ใครให้ดูคนเขียน คือ กมธ.ยกร่างทั้ง 36 คน หากสปช.รับรองแบบเอาง่ายก็เข้าตำรา อย่างมาตรา 279 เกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนฯและคณะกรรมาการยุทธศสตร์ เขียนมาเพื่อใคร อย่างคำพูดแต่โบราณมา เมื่อก่อนต้องอ่านตั้งแต่แรกจนบรรทัดสุดท้าย แต่มาตรานี้เขียนโต้งๆ เพื่อสปช. 60 คน สปช. ต้องมีอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯนี้ การเอา สปช.เข้าไปเป็นถือเป็นการเอาพรรคพวกตัวเองเข้าไปเป็นถึง 60 คน ยิ่งกว่าตั้งเครือญาติเป็นผู้ช่วย สนช.และที่วุฒิสภา 50 เขียนแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ตนเอง ซึ่งตนอยากบอกว่าการตั้ง สปช. 60 คนน่าอายยิ่งกว่า
จากนั้น พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า ทุกเรื่องที่บัญญัติมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่มา ส.ว.ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นและจัดเวทีต่างๆ ทำให้ทางกมธ.มีการทบทวนในรอบสุดท้าย ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบน่าจะให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของจังหวัด 77 จังหวัดๆละ1 คน อย่างไรตนยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีการล็อบบี้และประธานกมธ.ยกร่างไม่มีอะไรอยู่ในใจหรือใช้อภิสิทธิไปฟังใครมา แต่ได้มีการทบทวนซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของกมธ.ยกร่างที่เห็นด้วยในการปรับสัดส่วนให้ลดลง ส่วนเรื่องสภาขับเคลื่อนฯ ที่สมาชิกอภิปรายเกี่ยวกับสภาขับเคลื่อนที่มีจำนวน 120 คนมีที่มา 3ทาง รวมถึงที่ ตั้งข้อสงสัยถึงการให้ สัดส่วน สปช.อยู่ใน สภาขับเคลื่อนฯ โดยทางกมธ.ยกร่างฯเห็นว่าในเรื่องการปฏิรูปควรให้คนมีความรู้ในด้านต่างๆเข้ามาอยู่ในสภาขับเคลื่อนฯ เพื่อให้การปฏิรูปทำได้ดี แต่เมื่อมีเสียงเห็นด้วยไม่เห็นด้วยจะนำมาชั่งน้ำหนักและปรับเปลี่ยนไม่ให้เกิดข้อครหาต่อไป


