วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปช.พิจารณาเข้าสู่หมวดว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

สปช.เข้าสู่หมวดว่าด้วยองค์กรตามรัฐธรรมนูญแล้ว กมธ.ยกร่างรธน.ย้ำเพิ่มสิทธิปชช.ร่วมตรวจสอบ-กรรมการองค์กรตรวจสอบต้องถูกตรวจสอบ

ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในวันที่5 ได้เข้าสู่วาระพิจารณาให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอต่อที่ประชุมสปช. ภาค 3 ว่าด้วยหลักนิติธรรม ศาล และอค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ หมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นำเสนอสาระสำคัญในหมวดดังกล่าวว่า บทบัญญัติของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นการเพิ่มบทบาทของภาคประชาชนต่อการเข้ามาตรวจสอบหน่วยงานรัฐ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นประเด็นดังกล่าวนอกจากจะเขียนเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 (3) แล้วยังเป็นการยกระดับภาคประชาชนในการเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะเห็นได้ชัดว่าก่อนการเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 กลไกตรวจสอบภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามกลไกและเกิดการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจึงทำให้กลไกมีความตื่นตัว นอกจากนั้นการเพิ่มการตรวจสอบโดยภาคประชาชนแล้ว ในส่วนขององค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ได้มีการปรับปรุงบทบัญญัติเพื่อให้การทำงานโปร่งใส อาทิ กรรมการในองค์กรต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และประกาศต่อสาธารณะด้วย รวมถึงต้องมีการประเมินผลการทำงานผ่านคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติด้วย สำหรับปัญหาของการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรายละเอียดของการกระทำที่เป็นการขัดผลประโยชน์ต่อส่วนรวมที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อการกำกับการดำเนินการ

ทางด้านนางนรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอเพิ่มเติมว่า ในส่วนของคณะกรรมการในองค์กรซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ นั้นจะดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการองค์กรใด ได้เพียงวาระเดียว และเป็นได้เพียงองค์กรเดียวเท่านั้น ทั้งนี้มีข้อห้ามว่า กรรมการองค์กรอิสระ ห้ามไปเป็นกรรมการสรรหากรรมการผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตรวจสอบอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อกระจายการทำหน้าที่ให้บรรลุความสำเร็จ โดยหลักการสำคัญ ทุกภาคส่วนต้องได้รับการตรวจได้เช่นกัน

ขณะที่พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงเพิ่มเติมในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) เพื่อดำเนินการจัดการเลือกตั้ง ว่า กจต. จะประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒที่ผ่านการคัดเลือกมาจากปลัดกระทรวงต่างๆ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้คาดว่าในการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมาถึงจะมีหน่วยเลือกตั้งมากถึง 9 หมื่นหน่วย และจะใช้เจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความเรียบร้อยประมาณ 11 คนต่อหน่วย หรือคิดเป็นประมาณ 1 ล้านคน แต่ในคราวแรกของการเลือกตั้งจะต้องมีการเลือกตั้ง ส.ว.ด้วยดังนั้นอาจต้องใช้บุคลากรเพิ่มอีก 3แสน- 4 แสนคน ดังนั้นเหตุผลที่ต้องแยกการบริหารจัดการเลือกตั้งออกจากการกำกับดูแลเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ขณะที่อำนาจของ กกต. นั้นยังมีเหมือนเดิม รวมถึงสิทธิการสั่งการเลือกตั้งใหม่ หรือให้ใบเหลือง ในเขตเลือกตั้งที่พบว่าการจัดการเลือกตั้งไม่สุจริต หรือมีผู้ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ไม่มีอำนาจแต่งตั้งบุคคลและงานธุรการในหน่วยเลือกตั้งต่างๆ

พล.อ.เลิศรัตน์ ชี้แจงถึงการอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือ ให้ใบแดงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่ปรับให้ศาลอุทธรณ์กลางและศาลอุทธรณ์ภาคเป็นผู้ดำเนินการวินิจฉัย ว่า เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล ซึ่งสหราชอาณาจักร และประเทศเยอรมนีได้ใช้ โดยสิทธิเลือกตั้งนั้นถือเป็นประเด็นสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการเลือกผู้แทนประชาชนที่มีสถานะของความเป็นเจ้าของประเทศ องค์กรที่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ควรให้องค์กรตุลาการ ดำเนินการเพราะจะมีหลักความเป็นกลาง มีความอิสระและมีแบบแผนการพิจารณา ขณะที่ กกต. ฐานะองค์กรทางปกครอง ไม่มีหลักประกันเรื่องความเป็นกลาง อาจมีอคติในการพิจารณาให้ใบแดง รวมถึงไม่สามารถตรวจสอบความชอบทางกฎหมายได้