"อุดม เฟื่องฟุ้ง"เสนอร่างรธน. กันนักการเมืองทำผิดกฎหมายการเมือง ห้ามเล่นการเมือง ชูมาตรฐานข้าราชการ ที่ผิดวินัยแล้วห้ามกลับรับราชการ
นายอุดม เฟื่องฟุ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อภิปรายเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญ ในที่ประชุมสปช. ในหมวด3 ว่าด้วยรัฐสภา ว่าขอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาแก้ไขในมาตรา 110 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.และ มาตรา 111 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะตนเห็นว่ามีเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 (3) ถึง (10) ที่กำหนดให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคัดคนที่เข้ามาสู่การเมือง เพื่อไม่ให้มีปัญหาการเมืองต่อไป ทั้งนี้ตนมองว่าควรกำหนดให้นักการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งศาลมีคำวินิจฉัยลงโทษ แล้วไม่ควรกลับมาสู่ระบบการเมืองต่อไป ซึ่งถือเป็นมาตรฐานเดียวกับข้าราชการทุกประเภทที่มีกฎหมายกำหนดว่าข้าราชการผู้ใดทำผิดวินัยแล้วไม่สามารถเข้ามาสู่วงการราชการได้ แม้จะอยู่ในตำแหน่งภารโรง หรือลูกจ้างก็ตาม
ทั้งนี้ ได้มองว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่อยู่บนฐานของความเข้าใจในสภาพการเมืองไทยที่พรรคการเมืองล้วนมีเจ้าของเกือบทั้งหมด ทั้งเจ้าของพรรคภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก นอกจากนั้นพรรคการเมืองและนักการเมืองยังเป็นผู้แพร่ไวรัสสู่ประชาธิปไตย ให้เป็นอาการคล้ายไข้หวัดนกหลายปี ตนมองว่าไม่ควรปล่อยไว้และควรใช้ยาแรง แต่มีผู้โต้แย้งว่าไม่ควรใช้ยาแรง แต่ส่วนตัวยืนยันว่าที่ผ่านมามีการใช้ยาแรงมาแล้ว แต่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยังสร้างพาหะนำไวรัสสู่ประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงอีก คือ การสถาปนากลุ่มการเมือง ซึ่งหากเป็นไปตามที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอ ตนกังวลว่าประชาธิปไตยจะไม่เป็นเพียงไข้หวัดนก แต่จะเป็นอีโบลาที่ทำให้ประชาธิปไตยตายได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอภิปรายเพื่อให้ข้อเสนอแนะของสปช. ในหมวด3 ว่าด้วยรัฐสภา ยังคงเน้นการอภิปรายเพื่อขอปรับบทบัญญัติที่มาของนายกฯ ที่ต้องการให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน, ที่มาของส.ส. และ ส.ว. จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอต่อสปช. อาทิ ส.ว. ในประเด็นของการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพต่างๆ ซึ่งมีผู้ขอเพิ่มกลุ่มผู้แทนนักการปกครองท้องที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ด้วย ทั้งนี้บรรยากาศของการอภิปรายเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยสปช. ที่ได้สิทธิอภิปรายได้ใช้น้ำเสียงของการอภิปรายโดยเน้นถ้อย เน้นคำที่เสียงดัง
พร้อมยกตัวอย่างในสถานการณ์การเมืองที่มีมาในอดีตที่ยังมีอิทธิพลสูงแม้ในการเลือกตั้ง ส.ว. หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมืองในพื้นที่ย่อมไม่มีสิทธิได้รับเลือกตั้งแน่นอน รวมถึงความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากความเข้าใจว่าระบบความยุติธรรมอย่างมีสองมาตรฐาน มีความไม่ยุติธรรม ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง ดังนั้นกังวลว่าในระบบเลือกตั้งที่ให้มีกลุ่มการเมือง หรือการเลือกตั้งแบบโอเพ่นลิสต์ จะก่อให้เกิดความไม่ธรรม จะทำให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมาซ้ำได้อีก และมีปัญหาเกี่ยวกับดุลอำนาจทางการเมืองด้วย
ทั้งนี้นายนิรันดร์ พันทรกิจ สปช. อภิปรายถึงจุดบอดของร่างรัฐธรรมนู โดยเฉพาะการเลือกตั้งส.ส. และส.ว.ที่มีข้อบกพร่อง และยึดโยงกับระบบการเมืองแบบเก่าพร้อมยืนยันจะไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ หากไม่มีทำประชามติและไม่แก้ปัญหาตามที่สปช. ได้มีการอภิปรายท้วงติง





