"พล.อ.ไพบูลย์" รมว.ยธ.ฉุน! "ดีเอสไอ" ทำสำนวนอืด ค้างการสอบสวน 304 คดี ประชดไม่สรุปสำนวนคดี 89 ศพ ประวิงเวลารอการเมืองเปลี่ยวขั้ว
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) -23 เม.ย.58 พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กคพ. ว่า ที่ประชุมมีมติรับสอบสวนคดีพิเศษ 2 คดี ประกอบด้วย กรณีการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบทับพื้นที่สุสานชุมชนชาวมอแกนบนพื้นที่เกาะเปลว ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหยง พื้นที่ ต.หล่อยูง อ.ตะกั่วุทุ่ง จ.พังงา และกรณีองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวหาบริษัทเกษตรพืชผล อินเตอร์เทรด จำกัด ทุจริตโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2554/2555 และ ปี 2555/2556
โดยอคส.ประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบในการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อออกกฎกระทรวงกำหนดคดีพิเศษเพิ่มเติม คือกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยที่ดิน กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ซึ่งจะเร่งรัดเสนอครม.โดยเร็วที่สุด โดยกรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับคดีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก หากกฎหมายดังกล่าวเป็นความผิดตามบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษแล้วจะทำให้สามารถรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษได้ทันทีไม่ต้องเสนอขออนุมัติที่ประชุมกคพ. ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจากการสอบสวนคดีเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติพบว่าส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า พล.อ.ไพบูลย์ แสดงความไม่พอใจการทำงานของดีเอสไอ โดยเฉพาะสำนวนคดีที่ค้างการพิจารณาจำนวน 304 คดี ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปี 53 และจะครบกำหนด 5 ปีในเดือนพ.ค.นี้ โดยขอให้อธืบดีดีเอสไอและรองอธิบดีดีเอสไอชี้แจง โดยเฉพาะคดีการเสียชีวิต 89 ศพ ที่การสอบสวนไม่แล้วเสร็จ จึงขอทราบข้อขัดข้องที่เป็นสาเหตุให้การสอบสวนคดีไม่มีความคืบหน้า สรุปสำนวนไม่ได้ หรือความล่าช้าเกิดจากพนักงานสอบสวนจงใจประวิงเวลาเพื่อรอการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ดังนั้นพล.อ.ไพบูลย์จึงสั่งการให้ดีเอสไอจำแนกคดีค้างการสอบสวนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ คดีที่ค้างไม่เกิน 1 ปี คดีที่ค้าง 1-3 ปีและคดีที่ค้างนานเกิน 3 ปีขึ้นไป และยังกำชับไปในพนักงานสอบสวนทุกสำนักคดีว่าบอร์ดกคพ.เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขาอาชีพ หลังจากนี้การรายงานผลการสอบสวนคดีต้องระบุแนบท้ายถึงจำนวนผู้ต้องหาและฐานความผิดเพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิช่วยตรวจสอบว่า สั่งฟ้องผู้ต้องหาครบทุกคนหรือไม่ และดำเนินคดีครบทุกฐานความผิดหรือไม่




