"บวรศักดิ์" รับปากปรับแก้ม.173 ให้ทูลเกล้าชื่อนายกฯคนนอกได้เมื่อได้เสียง2ใน3ของสภา ปัดตอบเขียนรธน.เปิดช่อง "ทหาร" ใช้อำนาจเป็นรัฐบาล
เมื่อเวลา 16.45 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งมีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สปช. ชี้ให้เห็นว่ากรณีการเลือกนายกฯ ที่ไม่เป็น ส.ส. หรือ จากคนนอกนั้นเป็นจุดเสี่ยงทางการเมือง โดยตนยืนยันว่าการกำหนดให้นายกฯมาจากคนนอกนั้น เป็นการเปิดช่องทางออกของบ้านเมือง ในกรณีที่เกิดวิกฤตทางการเมืองเหมือนปี 2549 และเหตุการณ์ก่อนหน้าการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 ที่นำไปสู่การยกเลิกรัฐธรรรมนูญ และไม่เป็นชนวนของการทำไปสู่การใช้มาตรา 7 อีก ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดด้วยว่าบุคคลภายนอกที่จะได้รับการเสนอชื่อและเลือกในสภาฯ นั้นต้องได้รับความเห็นชอบด้วยเสียง 2 ใน 3 อย่างไรก็ตามยอมรับว่าในข้อทักท้วงในมาตรา 173 ว่าด้วยกรณีที่ให้ประธานรัฐสภานำชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเสียงสูงสุด ขึ้นกราบบังคมทูลภายใน 15 วัน เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นนายกฯ แม้บุคคลนั้นจะไม่ได้คะแนนเสียงเห็นชอบตามเกณฑ์ที่กำหนด ตนจะไปปรับแก้ โดยกำหนดว่า กรณีที่นายกฯ ซึ่งไม่ใช่ส.ส.ต้องใช้เสียงสองในสาม ไม่ใช่เสียงข้างมากปกติ
“เชื่อว่าไม่ใช่ทำกันได้บ่อยๆ แต่มีคนนำไปพูดจนกลายเป็นเรื่องหลัก ดังนั้นผมขอชี้แจงว่าเป็นการเปิดเอาไว้ เหมือนเป็นการเตรียมร่มไว้ในบ้าน เมื่อฝนตก สามารถนำไปกางเพื่อกันเปียกได้ ไม่ใช่เตรียมร่มไว้ในห้องนอนอย่างที่หลายฝ่ายวิจารณ์” นายบวรศักดิ์ กล่าว
นพ.กระแส ชนะวงศ์ รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ชี้แจงเพิ่มเติมโดยยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ก่อให้ผู้นำทางการเมืองอ่อนแอ แต่เป็นการวางหลักการเพื่อสร้างภาวะผู้นำทางการเมือง ให้มีความสง่างาม และมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับการพัฒนาขององค์กรเอกชนที่มุ่งพัฒนาสร้างผู้นำที่สร้างความศรัทธาของสังคม
ทั้งนี้นายวันชัย สอนศิริ สปช. ลุกขึ้นซักถามด้วยว่า กรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีรัฐบาลผสม ที่ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกำหนดให้มีนายกฯ คนนอก ทำให้มีผู้สงสัยว่าจะเป็นช่องทางพิเศษที่ให้อำนาจพิเศษ หรืออำนาจพิเศษของทหารใช้เพื่อให้ได้มาเป็นรัฐบาลในสถานการณ์แบบปัจจุบันได้
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า “ผมไม่อยากตอบ แต่ขอพูดสั้นๆ ว่าคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้คือหัวหน้าพรรคการเมืองและส.ส. ทั้ง 450 คน และเขาต้องลงคะแนนโดยเปิดเผยในสภา กรณีกำหนดให้ใช้เสียง 2 ใน 3 นั้นไม่ง่าย ไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น”
นายบวรศักดิ์ ขยายความด้วยว่า ตนยืนยันว่าพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ยังคงเป็นพรรคใหญ่เหมือนเดิมทั้ง 2 พรรค และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้เหมือนเดิม แต่การเขียนไว้ตามถ้อยคำของร่างรัฐธรรมนูญนั้นเพื่อไม่ให้พรรคใดได้คะแนนนิยมเกินจริง ทั้งนี้ยืนยันว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญในมาตราที่ถูกวิจารณ์นั้น เป็นการนำหลักสากลทางประชาธิปไตย ว่านายกฯต้องเป็นส.ส.เป็นหลัก และพิจารณาประสบการณ์อันขมขื่นของประเทศไทย ซึ่งส่งผลต้องฉีกรัฐธรรมนูญมาเขียนไว้ให้เกิดความพอดี หากไม่เชื่อขอให้ไปถามทูตประเทศต่างๆ ไว้ ซึ่งยืนยันไม่ผิดมาตรฐานสากล





