สปช. ห่วง ข้อเสนอปฎิรูป 18 คณะ ไม่ทำจริง จี้ย้ายไปหมวด 4 “บวรศักดิ์” แจงมีระยะเวลาชัดเจน รัฐไม่ทำฟ้องได้
ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นวันที่ 3 ในภาคที่ 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยสมาชิกสปช. ส่วนใหญ่ยังคงอภิปรายสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่บางส่วนมีการตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชน รวมถึงการแยกข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะไปไว้ในภาค 4 หมวดการปฏิรูป เพระแทนที่จะนำมาไว้ในภาค 2 หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะการนำไปไว้ในหมวดปฎิรูป ทำให้ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลจะทำจริง
ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ความสัมพันธ์ของบทบัญญัติ 3 ส่วน คือ 1.ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ 2.ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และ 3.ว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งกมธ.ยกร่างฯ ได้จัดทำเอกสารประกอบการพิจารณาเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องของบทบัญญัติของทั้ง 3 ส่วน เพื่อให้สมาชิกเห็นว่าเรื่องใดก็ตามที่มีความแน่นอนแล้วว่า เรื่องนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือของพลเมือง สิทธิตามกฎหมายหมายถึงผลประโยชน์ที่กฎหมายคุ้มครองและรับรองย่อมให้เกิดหน้าที่แก่รัฐ เพราะฉะนั้นบทบัญญัติที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสปช. 18 คณะเสนอ เรื่องใดที่มีวัตถุแห่งสิทธิถือว่ารัฐต้องทำ ขอบเขตแห่งสิทธิต้องทำแค่ไหน เรานำมาเขียนไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพ เพราะก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐ ซึ่งอยู่ในมาตรา 30 ระบุว่า สิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผล แต่การดำเนินการดังกล่าวให้รัฐดำเนินเพิ่มขึ้นตามความสามารถทางการคลัง
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในมาตรา 32 วรรค 3 ระบุว่า บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง คือเรื่องใดก็ตามที่ชัดเจนแล้ว ทั้งวัตถุแห่งสิทธิว่าต้องทำอะไรโดยรัฐและขอบเขตแห่งสิทธิว่าต้องทำแค่ไหน ถ้ารัฐไม่ทำ สามารถฟ้องร้องได้ ส่วนหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 78 ว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องทำเป็นแนวทางในการออกกฎหมายและกำหนดนโยบาย และรัฐบาลต้องแถลงว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งบทบัญญัติในหมวดนี้จะอยู่คู่รัฐธรรมนูญตลอดไปจนกว่ารัฐธรรมนูญจะถูกเลิกหรือแก้ ดังนั้นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐจึงเปิดโอกาสให้รัฐเลือกว่าจะทำอย่างไร หรือจะทำเมื่อใด ซึ่งในทางปฏิบัติรัฐบาลในอดีต ทั้งรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งความแตกต่างของการที่กมธ.ยกร่างฯนำไปเขียนไว้หมวดปฏิรูป เพราะรัฐมีหน้าที่ต้องทำ เขียนไว้ชัดว่าบทบัญญัติในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา ครม. หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานและพลเมือง ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองตามหลักการและระยะเวลาที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญ
นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การที่ต้องทำในหมวดปฏิรูป ไม่ใช่ต้องทำเหมือนแนวนโยบายพื้นฐานที่ต้องทำตลอดเวลา ตลอดไป แต่ต้องทำภายในเวลาที่กำหนด เช่นในมาตรา 285 ระบุว่า ให้มีการปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่นตามแนวทาง คือ การตรากฎหมายจัดให้มีกลไกที่จำเป็นสำหรับการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่ในจังหวัดให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งครม.จะเขียนนโยบายง่ายๆ แบบที่แถลงว่าทำแล้วนั้นไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงตามมาตรา 285 ภายใน 1 ปี ถ้าไม่เกิดขึ้นจริง ก็นำมาตรา 102 มาใช้บังคับ ซึ่งเขียนไว้ชัดว่า บุคคลผู้ซึ่งทำหน้าที่โดยเฉพาะ ครม. รัฐสภา หัวหน้าหน่วยงานที่มีหน้าที่ถ้าไม่กระทำ ให้ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องรัฐให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ การเขียนหมวดนี้ต้องเกิดการกระทำแน่ตลอดที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ เพราะเรามีกลไกกำกับให้ทำ คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ และมีกระบวนการเสนอกฎหมายด้วยวิธีการพิเศษตามมาตรา 280 และสิ่งที่กมธ.ปฏิรูป 18 คณะเสนอมากมธ.ยกร่างฯเห็นว่าต้องทำ จึงนำไปใส่ในหมวดปฏิรูป





