วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เผยโฉม 11 องค์กรใหม่ ในร่างรธน.ฉบับปฏิรูป

(รายงาน) เผยโฉม 11 องค์กรใหม่ ในร่างรธน.ฉบับปฏิรูป

ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือที่เรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นั้น นอกจากประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับ “ผู้แทนปวงชน” แล้ว ในร่างกฎหมายสูงสุดฉบับนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ได้ออกแบบให้มีองค์กรต่างๆ เพื่อเพิ่มอำนาจให้ประชาชนตามกรอบแนวคิด “สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่”


โดยเนื้อหาเกี่ยวกับ “องค์กรเกิดใหม่” ที่บัญญัติไว้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 11 องค์กร ดังนี้


1.องค์กรเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค (มาตรา 60) องค์กรตัวแทนผู้บริโภคเป็นหน่วยงานอิสระซึ่งมิใช่หน่วยงานของรัฐ ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานรัฐในการตราและบังคับใช้กฎหมายและให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและเสนอแนวทางแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้บริโภคได้รับ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีความรู้และทักษะที่จำเป็นด้านการคุ้มครองผู้บริโภค


2.สภาตรวจสอบภาคพลเมือง จำนวน 77 จังหวัด (มาตรา 71) สภาตรวจสอบภาคพลเมืองของแต่ละจังหวัดประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกิน 50 คน มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น โดยมีที่มาจากผู้แทนสมัชชาพลเมืองทั้งหมดไม่เกินหนึ่งในสี่ ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมไม่เกินหนึ่งในสี่และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
โดยมีอำนาจหน้าที่ภายในเขตจังหวัดของตนเองในการตรวจสอบการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตจังหวัดนั้น
รวมทั้งส่งเสริมให้พลเมืองยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้จ่ายเงินแผ่นดินของาหน่วยงานของรัฐ การละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือการละเมิดจริยธรรม


3.สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ (มาตรา 74) ทำหน้าที่ในการกำกับมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูง กรรมการในองค์กรตรวจสอบในการใช้อำนาจรัฐ องค์กรอิสระ นักการเมืองท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ปลูกฝังและส่งเสริมจริยธรรมของประชาชนและผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ และประเมินจริยธรรมของผู้นำการเมืองทุกปี รวมทั้งไต่สวนผู้กระทำการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงและส่งเรื่องให้รัฐสภาหรือประชาชนถอดถอน


4.คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ (มาตรา 77) กรรมการคณะนี้มีอำนาจหน้าที่ประเมินผลการวางตน การปฏิบัติงานของพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และแจ้งให้องค์กรดังกล่าวทราบพร้อมประกาศต่อสาธารณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกตรวจสอบและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยองค์ประกอบที่มาและอำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งการประเมินการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งตรวจการใช้อำนาจรัฐทุกองค์กร เช่น กกต. ป.ป.ช. เป็นต้น


5.คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนโดยระบบคุณธรรม (มาตรา 207) ประกอบด้วย คณะกรรมการจำนวน 7 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา จากบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นกลางทางการเมือง แบ่งเป็นกรรมการที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนจำนวน 2 คน ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวงและได้พ้นจากข้าราชการ จำนวน 3 คน ประธานกรรมการจริยธรรมของทุกกระทรวงซึ่งเลือกกันเอง จำนวน 2 คน


มีหน้าที่พิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง หรือย้าย หรือพ้นจากตำแหน่งและมีอำนาจหน้าที่อื่นตามกฎหมายบัญญัติ


6.สมัชชาพลเมือง (มาตรา 215) พลเมืองอาจรวมตัวกันเป็นสมัชชาพลเมือง ประกอบด้วยสมาชิกที่มาจากองค์กรประกอบหลากหลาย พลเมืองในท้องถิ่นที่มาจากการสมัครใจ อาทิ ตัวแทนจากองค์กรชุมชน ประชาสังคม เอกชน นักวิชาการ ปราชญ์ชาวบ้าน


โดยสมัชชาพลเมืองจะเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อประชาชน ไม่มีรายได้และเงินเดือนประจำ เพื่อป้องกันการแทรกแซงของนักการเมืองท้องถิ่น โดยสามารถให้ความเห็นในการบริหารงานของผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรบริหารท้องถิ่น


7.ศาลปกครองแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ (มาตรา 244) เป็นแผนกซึ่งจะต้องจัดตั้งขึ้นในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ประกอบด้วย องค์คณะตุลาการศาลปกครอง มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดที่ใช้จ่ายเงินแผ่นดินจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ


โดยจำนวนองค์คณะและวิธีพิจารณาของศาลแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองกำหนด


8.คณะกรรมการดำเนินการจัดเลือกตั้ง (กจต.) (มาตรา268) ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บัญชาการตำตวจแห่งชาติ แต่งตั้งจากข้าราชการในแต่ละหน่วยงาน หน่วยงานละ 1 คน ทำหน้าที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ โดยให้กกต.มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ


9.ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน (มาตรา 275) เป็นการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน 11 คน มีอำนาจหน้าที่พิทักษ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน อาทิ เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายและกฎต่อรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมคุ้มครองสิทธิของประชาชน
10.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ (มาตรา 279) สภานี้มีสมาชิกไม่เกิน 120 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 60 คน , สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 30 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ จำนวน 30 คน


มีอำนาจหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในด้านต่างๆนำแผนและขั้นตอนการออกกฎหมายและการปฏิบัติ


เพื่อให้เกิดการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติและแผนงานยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วนมาบูรณาการ ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูป ติดตามการประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การปฏิรูปสอดคล้องและเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ


11.คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ (มาตรา 297) ประกอบด้วยกรรมการไม่เกิน 15 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งไม่เป็นฝักฝ่ายทางการเมืองหรือความขัดแย้งและผู้ซึ่งเป็นผู้นำความขัดแย้ง มีอำนาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุแห่งความขัดแย้ง ความเสียหายที่เกิดขึ้น และเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้และการใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกันและสร้างเครือข่ายในการสร้างความปรองดองในภาคส่วนต่างๆเพื่อให้มีกระบวนการสร้างความปรองดองเกิดขึ้น


ทั้งนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก มาตรา 28 ให้บัญญัติไว้ว่า “พลเมืองซึ่งเข้าไปทำหน้าที่ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์กรตรวจสอบภาคประชาชน และองค์กรอื่นที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้บุคคลทำหน้าที่พลเมือง ย่อมปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีเกียรติอย่างเข้มแข็ง โดยปราศจากอคติด้วยความเสียสละและให้ได้รับค่าใช้จ่ายบางประการที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”


ทั้งหมดนี้เป็นองค์กรใหม่ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติไว้ ซึ่งยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทั้ง 11 องค์กรดังกล่าวจะยังอยู่ครบหรือไม่ เพราะหลังจากนี้ตัวร่างฯ จะต้องฝ่าอีกหลายด่าน ทั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมทั้งเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชนและทุกภาคส่วน ก่อนจะกลับเข้าสู่ที่ประชุม สปช.ลงมติภายในวันที่ 6 ส.ค.นี้