ชู2ประเด็นปฏิรูปองค์กรท้องถิ่น เพิ่มพื้นที่ปชช.-ลดบทบาทรัฐ

ชู2ประเด็นปฏิรูปองค์กรท้องถิ่น เพิ่มพื้นที่ปชช.-ลดบทบาทรัฐ

(รายงาน) ชู 2 ประเด็นปฏิรูปองค์กรท้องถิ่น เพิ่มพื้นที่ประชาชน-ลดบทบาทรัฐ

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่าเป็น “ฉบับปฏิรูป” นั้น ประเด็นการกระจายอำนาจถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ ซึ่งมีหลายฝ่ายเรียกร้องในเรื่องนี้มาโดยตลอดจน กระทั่งล่าสุดคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติในประเด็นดังกล่าวไว้ในหมวด 7 ของรัฐธรรมนูญ

ในการสัมมนาวิชาการเรื่อง “อนาคตของการกระจายอำนาจ” ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์ส่งเสริมและประสานงานการวิจัยเพื่อการปกครองตนเองของท้องถิ่น (สปวท.) ภายใต้การสนับสนุนจาก ฝ่ายชุมชนและสังคม (ฝ่าย 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

นายวุฒิสาร ตันไชย โฆษก กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทยกับทิศทางการกระจายอำนาจ” ตอนหนึ่งระบุว่า ในส่วนของการกระจายอำนาจถูกจัดอยู่ในหมวดที่ 7 ว่าด้วยการกระจายอำนาจและการบริการท้องถิ่น ซึ่งมีทั้งหมด 6 มาตรา และจะมีมาตราในภาคปฏิรูปอีก 1 มาตรา

สำหรับแนวคิดการกระจายอำนาจนั้น ไม่ได้มีแค่การกระจายอำนาจไปสู่การปกครองท้องถิ่นเท่านั้น แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความคิดเรื่องการเพิ่มพื้นที่และอำนาจภาคพลเมืองมากขึ้น โดยมีคำใหม่ที่ไม่ได้ใช้คำว่า “ประชาชน” แต่ใช้คำว่า “พลเมือง” ซึ่งมีนัยยะที่แตกต่างไปจากเดิม

ทั้งนี้ใน 6 มาตราในหมวดกระจายอำนาจ และ 1 มาตราภาคปฏิรูปมีสาระสำคัญอาทิ การเปลี่ยนชื่อ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” เป็น “องค์กรบริหารท้องถิ่น” เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์แนวระนาบ คือการจัดการความสัมพันธ์ของพื้นที่มากกว่าการใช้อำนาจในแนวดิ่ง คือการปกครอง แม้ว่าอำนาจของผู้บริหารมาจากประชาชนแต่ควรใช้อำนาจในแนวระนาบ

ส่วนการวางหลักการสำคัญในการให้ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารจัดการนั้น เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ โดยการวางหลักเรื่องความเป็นอิสระขององค์กรเหล่านี้ รวมทั้งการวางหลักให้มีรูปแบบการบริหารท้องถิ่นที่หลากหลายตามภูมิสังคม คือการให้การบริหารแต่ละท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียว

“วันนี้องค์กรปกครองท้องถิ่นติดกับดักรัฐธรรมนูญปี 2540 ในมาตรา 285 ซึ่งบัญญัติให้องค์กรปกครองท้องถิ่นต้องมีสภากับผู้บริหาร ตรงนั้นทำให้องค์กรท้องถิ่นรูปแบบพิเศษจำนวนมากที่จะเกิดขึ้น สามารถเกิดได้ค่อนข้างยาก ในอนาคตความจำเป็นของการมีรูปแบบพิเศษเพื่อตอบสนองการจัดการเชิงพื้นที่ก็อาจจำเป็นต้องมีรูปแบบของการบริหารจัดการที่ไม่จำเป็นต้องมีเฉพาะสภาและฝ่ายบริหารเท่านั้น”

ประการต่อมา ในส่วนขององค์กรท้องถิ่นนั้นมีหน้าที่หลักในการจัดบริการสาธารณะและขายขอบเขตอำนาจขององค์กรท้องถิ่นนั้นให้มีการบริหารจัดการที่กว้างขวางขึ้น โดยนอกจากการบริการสาธารณะพื้นฐานแล้ว องค์กรบริหารท้องถิ่นยังมีอำนาจขยายไปในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต การพัฒนาสังคม เศรษฐกิจพื้นฐาน การจัดการด้านคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ

“นั่นหมายความว่าหลักการสำคัญในการกระจายอำนาจในครั้งนี้ ในเรื่องของอำนาจหน้าที่และขอบเขตจึงไม่จำเป็นว่าท้องถิ่นต้องมีอำนาจเหมือนกันและเท่ากัน ตรงนี้จะทำให้ขอบเขตของการทำงานและความรับผิดชอบขององค์กรบริหารท้องถิ่นนั้นเกิดความชัดเจนมากขึ้นการขยายอำนาจเหล่านี้ท้ายที่สุดต้องไปทำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง”

เขายังระบุว่า ในรัฐธรรมนูญได้พูดเรื่องของขนาดที่เหมาะสมในการจัดการบริหารท้องถิ่นในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ท้องถิ่นมาขนาดใหญ่ขึ้นโดยการควบรวมพื้นที่เล็กๆ ซึ่งอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น โดยการควบรวมนั้นต้องมีการคิดเรื่องหลักเกณฑ์โดยคำนวณจากประชากรและรายได้ที่เหมาะสม

ในส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นนั้นรัฐธรรมนูญได้เขียนเพิ่มในหลักของผู้บริหารท้องถิ่น ต้องมีข้อห้ามในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนหลักการทำงานขององค์กรท้องถิ่นนั้นได้มีการวางไว้ 2 เรื่อง คือ 1.องค์กรบริหารท้องถิ่นสามารถมอบงานให้กับเอกชนหรือชุมชนทำแทนได้ หากเห็นว่าทำได้ดีกว่าก็ต้องให้เงินสนับสนุนเพื่อไปดำเนินการ เพราะฉะนั้นท้องถิ่นในอนาคตอาจจะมอบงานบางอย่างที่คิดว่าชุมชนจัดการแล้วเกิดประโยชน์สูงกว่า หรือมีประสิทธิภาพกว่าก็ให้เขาทำ

2.หลักการที่ต้องทำคือ การสร้างความร่วมมือ ในรัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ว่าในรูปแบบการจัดการสาธารณะ อาจมีความหลากหลายมากขึ้น โดยการเปิดโอกาสให้องค์บริหารท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องทำอะไรเองอีกต่อไป

เขายังระบุว่า วันนี้เรามีคำว่า “สหการ” ซึ่งอยู่ในพ.ร.บ.เทศบาล แต่จนถึงวันนี้เรายังไม่รู้จักคำว่าสหการ เพราะกฎหมายเขียนว่าเทศบาลตั้งแต่ 2 แห่งขึ้น หากมีความจำเป็นให้รวมกันจึงเรียกว่าสหการ

นอกจากนี้จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนหรือชุมชนมีส่วนร่วม ในการบริหารงานขององค์กรบริหารท้องถิ่น โดยองค์กรบริการท้องถิ่นต้องมีการรายงานงบประมาณ รวมทั้งฐานะการเงินให้แต่ละท้องถิ่นได้รับทราบขณะที่ในส่วนของสมัชชาพลเมืองที่มีที่มาจากหลากหลายอาชีพ หลายกลุ่มนั้น จะมีหน้าที่ให้คำปรึกษาองค์กรบริหารท้องถิ่น และที่สำคัญคือต้องไม่ใช่แหล่งของผู้ที่อกหักทางการเมืองที่มารวมอยู่ด้วยกัน