ส.ว.โมเดลใหม่ '77+123' แก้หรือซ้ำเติมปัญหา?

ส.ว.โมเดลใหม่ '77+123' แก้หรือซ้ำเติมปัญหา?

(รายงาน) ส.ว.โมเดลใหม่ "77+123" แก้หรือซ้ำเติมปัญหา?

พลันที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เคาะบทบัญญัติรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยให้มาจากการ “เลือกตั้งทางอ้อม” จำนวน 200 คน ก็เกิดกระแสคัดค้านจากกลุ่มต่างๆ อาทิ อดีต ส.ว. หรือแม้แต่สมาชิกทั้งจากทางฝั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่ออกมาท้วงติงว่า การให้มีที่มาส.ว.เช่นนี้ไม่ยึดโยงกับประชาชน


และที่ยิ่งไปกว่านั้นการได้มาซึ่งส.ว.เช่นนี้ ยังได้รับการขนานนามว่าเป็น “ส.ว.ลากตั้ง” จนทำให้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ ต้องออกโรงโต้ข้อกล่าวหาว่า ไม่ใช่ส.ว.ลากตั้ง เพราะมีการคัดเลือกมาจากหลากหลายอาชีพ


ท้ายที่สุดกมธ.ยกร่างฯ ได้เปลี่ยนหลักการจากเดิม โดยให้มีส.ว.200 คนเช่นเดิม แต่ให้มาจากการเลือกตั้งจังหวัด 77 จังหวัดๆ ละ 1 คน รวมเป็น 77 คน โดยก่อนที่จะให้มีการเลือกตั้งส.ว.ใน 77 จังหวัดนั้น ต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการสรรหา และตรวจสอบประวัติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ก่อน
ทั้งนี้ใน 1 จังหวัดจะแบ่งกลุ่มผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว.เป็น 10 ด้าน ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดไว้ในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. โดยกรรมการสรรหา ผู้สมัครในแต่ละด้านให้เหลือเพียงด้านละ 1 คน ก่อนส่งรายชื่อให้ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งต่อไป


อย่างไรก็ดี แม้ว่ากมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้มีส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ยังต้องผ่านคณะกรรมการเพื่อคัดกรองในชั้นแรกก่อนที่จะนำรายชื่อมาให้ประชาชนได้คัดเลือก ดังนั้น หากดูรูปแบบการได้มาซึ่งส.ว.เช่นนี้ ต้องถือว่า ส.ว.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 100%


สำหรับส.ว.ที่เหลืออีก 123 คน จะมาจาก 4 ส่วน คือ


1.มาจากการเลือกกันเองจากผู้เคยเป็นข้าราชการพลเรือน ระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าซึ่งเป็นตำแหน่งบริหาร และข้าราชการฝ่ายทหาร ระดับปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประเภทละไม่เกิน 10 คน รวมเป็น 20 คน


2.มาจากการเลือกกันเองของผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง จำนวนไม่เกิน 15 คน


3.มาจากการเลือกกันเองของผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม, ด้านแรงงาน, ด้านวิชาการ, ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 30 คน และ 4.มาจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมใน 26 ด้าน จำนวน 58 คน นอกจากนี้วาระดำรงตำแหน่งของ ส.ว.กำหนดให้เป็น 6 ปี แต่มีบทกำหนดว่า เมื่อส.ว.มีวาระครบ 3 ปี ต้องให้พ้นจากตำแหน่งครึ่งหนึ่ง คือ 100 คน


 “ส.ว.ทางอ้อม”เพื่อความหลากหลาย


ในประเด็นเรื่องส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจำนวน 77 คนนั้น นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสปช.ในฐานะกมธ.ยกร่างฯ เล่าถึงที่มาที่ไปของการเปลี่ยนหลักการจากเดิมว่า เพื่อให้เป็นไปตามที่รับฟังความเห็นมา ซึ่งมีการเปลี่ยนจากหลักการเดิมที่ให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมอย่างเดียว มาเป็น 3 ทางคือ มาจากการเลือกตั้ง มาจากการคัดสรรจากการคัดสรรตามกลุ่มวิชาชีพ และมาจากการสรรหาโดยผ่านกระบวนการสรรหาบุคคลตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้


การเปลี่ยนหลักการดังกล่าวจะทำให้การได้มาซึ่งส.ว.เกิดความหลากหลาย โดยส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งจะมีคณะกรรมการที่จะทำหน้าที่ในการสรรหาเพื่อให้ได้ผู้สมัครกลุ่มต่างๆ จำนวน 10 กลุ่มในแต่ละจังหวัด สุดท้ายก็จะส่งรายชื่อให้ประชาชนเลือกผู้สมัคร


"การใช้หลักการดังกล่าวจะทำให้ได้ผู้สมัคร ที่หลากหลายและกระจายตัว ไม่ผูกขาดเหมือนอย่างเดิมที่เคยเป็นมา” นายไพบูลย์ระบุ


ประชาชนต้องเลือกตั้งส.ว.ทั้งหมด


ด้าน นายดิเรก ถึงฝั่ง สปช.นนทบุรี ในฐานะรองประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง 1 ใน 5 กุนซือที่จองกฐินเตรียมอภิปรายในประเด็นนี้ เห็นว่า ประเด็นที่มาส.ว.ที่กมธ.ยกร่างฯ ผ่อนคลายว่า ให้มาจากการเลือกตั้ง 77 คน แต่สิ่งที่เขาผ่อนคลายมานั้นกลับยิ่งหนักไปกว่าเดิม ก่อนที่จะมาลงสมัครต้องมีคนมาคัดเลือก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และผิดหลักการทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งเราก็ยังยืนยันในหลักเดิมของเราอยู่ คือต้องให้ประชาชนเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ถ้าท้ายที่สุดเป็นไปตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปัญหาก็ยังไม่จบ ก็จะเกิดความขัดแย้งอีก หลังจากอภิปรายเสร็จสิ้นตนจะอธิบายให้เห็นว่า แนวทางที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร


“ในประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนายกฯคนนอก หรือประเด็นเรื่องที่มาส.ว.ก็ดี เราบอกไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเราไม่อยากเห็นบ้านเมืองขัดแย้งอีก เราอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปในจุดที่ถูกต้อง เมื่อเราไม่อยากเห็นความขัดแย้ง อยากให้เดินไปในทางที่ถูกต้องคนร่างรัฐธรรมนูญต้องฟังเสียงจากประชาชนและเดินไปด้วยกันให้ได้ ดังนั้นก็จำเป็นต้องรับฟัง แต่ถ้ายังตะแบงจะเอาแบบเดิม เราก็ยังยืนยันที่จะต้องอภิปรายในสภาอย่างเต็มที่ในหลักการ ในเหตุผลที่ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักวิชาการด้วย”


เขายังระบุว่า ในประเด็นเรื่องที่มาส.ว.นั้น เราต้องมาพิจารณาว่าจะให้เขามีอำนาจอะไร ถ้ายังให้มีอำนาจในการถอดถอนใครก็ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ถ้าให้ไปทำเรื่องกฎหมายหากมาจากการสรรหาเราก็ไม่ว่าอะไร เพราะอำนาจของประชาชนมีอยู่ 2 ทาง ทางที่หนึ่งคือเลือกผู้แทน หรือเลือกรัฐบาลของเขาเอง 2.เมื่อเลือกเองเขาก็มีอำนาจในการถอดถอนเองได้ ฉะนั้นส.ว.ที่จะจากการสรรหาทั้งหมดจะไปถอดถอนคนที่มาจากการเลือกตั้งถือว่าผิดหลักวิชาการ และผิดหลักการของความเป็นประชาธิปไตย


 “77ส.ว.”ต้องมาจากเลือกตั้งโดยตรง


นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. และอดีตส.ว.อุตรดิตถ์ ระบุว่า ในส่วนของส.ว.ที่ให้มาจากเลือกตั้ง 77 คน และจะต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการสรรหาในเบื้องต้นก่อนนั้น ขอถามว่าการเปลี่ยนหลักการดังกล่าวจะได้ประโยชน์อะไร ไหนๆ จะเปลี่ยนแล้วก็ควรที่จะให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด


ดังนั้นในประเด็นนี้จึงไม่เห็นด้วย ถ้าจะให้มีส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งก็ควรให้เป็นสิทธิของประชาชนในการกำหนดตัวผู้สมัคร ซึ่งอาจจะกำหนดคุณสมบัติเอาไว้ให้ชัดเจนขึ้น ถ้าดีประชาชนก็จะเลือกเอง ส่วนที่กมธ.ยกร่างฯ ให้เหตุผลว่า หลักการดังกล่าวจะทำให้ได้ส.ว.ที่มีความหลากหลาย ไม่กระจุกตัวเหมือนที่ผ่านมา ตนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไประแวงจนเกินไป


ส่วนที่กมธ.ยกร่างฯ กำหนดวาระดำรงตำแหน่งของส.ว.ไว้ 6 ปี แต่ครบ 3 ปี ต้องให้พ้นจากตำแหน่งครึ่งหนึ่งคือ 100 คน โดยส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อถึงคราว 3 ปี สามารถเข้ารับการคัดเลือก หรือสรรหาเป็นส.ว.ได้อีก และไม่ตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งที่ต้องอยู่ครบ 6 ปีเช่นกัน เท่ากับว่าส.ว.จำนวนนี้จะมีวาระการดำรงตำแหน่งถึง 9 ปีนั้น นายพีระศักดิ์ บอกว่า ก็ไม่เป็นไร เพราะไม่รู้ว่าส.ว.ที่พ้นจากตำแหน่งเมื่อถึงคราว 3 ปีจะได้รับการสรรหาเข้ามาอีกหรือไม่