ประชาสังคมเผยปัจจัยซ้ำเติม 10ปีหมอกควันเหนือซ้ำซาก

ประชาสังคมเผยปัจจัยซ้ำเติม 10ปีหมอกควันเหนือซ้ำซาก

(รายงาน) ประชาสังคมเผยปัจจัยซ้ำเติม 10ปีหมอกควันเหนือซ้ำซาก

ปัญหาหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ จำต้องเผชิญตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


เป็นปัญหาซ้ำซากที่ใครต่อใครพากันตั้งคำถามว่าเมื่อไรจะแก้ไขได้เสียที แต่เมื่อวันคืนเวียนมาถึงเดือน ม.ค._มี.ค.ทีไร คนนับล้านในพื้นที่ดังกล่าวก็ต้องประสบปัญหานี้อยู่ร่ำไป


ทั้งที่รู้กันอยู่ว่าต้นเหตุหมอกควันเกิดจากการน้ำมือมนุษย์ “เผา” เพื่อหาของป่า กำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร บุกรุกป่า ฯลฯ แต่หลายคนคงสงสัยว่า เหตุใดการบูรณาการทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามในช่วงที่ผ่านมาจึงไม่ได้ผล


ในเวทีเสวนา “10 ปีในหมอกควัน ถึงเวลาปฏิรูปการแก้ไขปัญหาได้หรือยัง” ซึ่งจัดขึ้นโดย เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม, สมัชชาองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ, กป.อพช.ภาคเหนือ, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ, เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) และนักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ มีเสียงสะท้อนจากในพื้นที่ซึ่งช่วยคลายข้อสงสัยได้เป็นอย่างดีว่าเหตุใดการแก้ปัญหาจึงไม่ประสบความสำเร็จ มิหนำซ้ำปัญหายังรุนแรงอีกด้วย


พฤ โอโดเชา ชาวบ้านบ้านหนองเต่า อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ตัวแทนเครือข่ายชุมชนจัดการไฟป่า บอกว่า การแก้ปัญหาไฟป่าที่ผ่านมา ภาครัฐมักคิดว่าสั่งการมาจากส่วนกลางและใช้อำนาจได้ โดยไม่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน ไม่ยอมรับสิทธิพื้นฐานของชุมชน สิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิในการใช้ประโยชน์จากป่า สิทธิในการดูแลรักษาป่า


เขายกตัวอย่างชาวปกาเกอญอ ซึ่งส่วนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเต็งรัง ซึ่งไฟป่ามักจะลุกลามมาจากด้านล่าง ชาวบ้านช่วยกันทำแนวกันไฟทุกปี แต่มักกลายเป็นแพะ ถูกจับกุมโดยไม่ได้ทำอะไรผิด


“ประเด็นสำคัญ คือ รัฐคิดว่า รัฐทำได้ โดยใช้วิธีสั่งหยุดไฟ แต่ไฟก็ไหม้อยู่ ที่ผ่านมา มีทีมดับไฟป่าของอำเภอสะเมิง 30-40คน ดูแลป่ามาไม่ต่ำกว่า 30-40ปี แต่ป่าเหลือเพียงร้อยละ 20-30 ต้นเหตุหลักของไฟป่าวันนี้ เป็นไฟที่อยู่บนภูเขาสูง เป็นไฟที่ไม่มีเจ้าภาพ แม้รัฐเป็นเจ้าภาพก็ทำไม่ไหว"


เขาบอกว่า การใช้วิธีการทำแนวกันไฟ กวาดใบไม้บนสันดอยเฉยๆ เมื่อมีถ่านไฟกลิ้งลงมาจากดอย และมีเศษไม้แห้งติดลงมาด้วย ก็ไม่สามารถป้องกันได้ ดังนั้น คงไม่ใช่แค่ทำแนวกันไฟ กวาดใบไม้เท่านั้น แต่จะต้องมีการลาดตะเวน สำรวจตลอดเวลา


ผศ.วัชรพงษ์ ธัชยพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนให้เห็นปัญหาการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการและแก้ไขปัญหาว่า สภาพชุมชนยังมีข้อจำกัด เพราะชาวบ้านต้องทำมาหากิน ไม่มีงบประมาณมาสนับสนุน และงานยังมีความเสี่ยงสูง


ขณะที่ภาครัฐก็ดำเนินการทั้งหมดเองไม่ไหว ต้องพึ่งพาอาศัยชาวบ้านด้วย เมื่อใดที่เกิดปัญหาไฟป่า รัฐมักออกคำสั่งให้มีการดับไฟแบบฉับพลันทันที แต่หลายพื้นที่ชุมชนกับเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือกัน ดังนั้น การดำเนินการโดยฝ่ายใดฝ่ายเดียวคงทำไม่ได้


“สถานการณ์ในปีนี้ เป็นปัญหาที่รุนแรงมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะสถานการณ์โลกร้อนที่ส่งผลกระทบทำให้สภาพภูมิอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดความแห้งแล้ง และทิศทางลมที่พัดจากทางใต้เปลี่ยนมาพัดผ่านทางเหนือ ทำให้ลมเปลี่ยนทิศทาง พัดพาหมอกควันจากที่อื่นเข้ามาปกคลุมในเมืองเชียงใหม่มากขึ้น และไฟที่รุนแรงยังมาจากการสะสมเชื้อเพลิงบางหมู่บ้านไม่สามารถดับได้”


อาจารย์วัชรพงษ์ บอกว่า บทเรียนที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องย้อนมาพิจารณาทั้งข้อดีและข้อเสียของไฟป่า เพราะบางครั้งไฟป่าก็มีข้อดี เช่น ช่วยรักษาความสมดุลธรรมชาติกระตุ้นให้ต้นไม้โตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ


แต่ก็มีข้อเสีย คือ กรณีไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่าเต็งรัง ชาวบ้านไม่สามารถควบคุมไฟได้ จนลามเข้าไปในพื้นที่ “ป่าดงดิบ” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าดิบแล้งที่มีการสะสมของเชื้อเพลิงจำนวนมาก ทำให้เกิดไฟที่รุนแรงยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุให้ต้นไม้ตายหมด เกิดหมอกควัน ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ ทำให้น้ำแห้งขอด ทั้งชาวบ้านและคนเมืองเดือดร้อนด้วยกันทั้งหมด


จากข้อมูลพบว่า จ.เชียงใหม่มีพื้นที่ประมาณ 13,809,710 ไร่ มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าแค่ 12,000 ไร่ ขณะที่การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลไฟป่า พบว่า ยังมีสัดส่วนไม่มาก


ดังนั้นการขยายผลให้หมู่บ้านลุกขึ้นมาทำหน้าที่ในการดูแลเฝ้าระวัง จึงยังเป็นโจทย์ใหญ่ในขณะนี้


“แม้หลายชุมชนจะรวมตัวจัดการไฟป่า แต่ยังทำได้ไม่ถึงร้อยละ 30 ของชุมชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำให้ปัญหาไฟป่าหมอกควันยังคงเป็นปัญหาซ้ำซากในทุกๆ ปี”


ขณะที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในพื้นที่จะเฝ้าระวัง ลาดตระเวน ดับไฟป่า ในจุดที่มีสถานีควบคุมไฟป่าทั้งหมด แต่การดำเนินการก็พบว่ากำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ


นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์เผาเศษวัสดุเหลือใช้ภาคเกษตร ที่มาซ้ำเติมปัญหา โดยเฉพาะรูปแบบที่เรียกว่า “เกษตรพันธะสัญญา” (Contract Farming) ที่นิยมปลูกมากคือข้าวโพด มีนับล้านไร่ โดยมีบริษัทใหญ่มาส่งเสริมทำสัญญากับเกษตรกร และรับซื้อผลผลิตคืนในราคาดี ทำให้ชาวบ้านนิยมทำไร่ข้าวโพดในรูปแบบนี้มากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการเผาทำลายเศษวัสดุเกษตร เช่น ซังข้าวโพด หรือเผาเพื่อบุกรุกป่า เร่งรัดการปลูกรอบใหม่ตลอดเวลา


รวมทั้ง “ควันจากภาคอุตสาหกรรม” เช่น โรงงานเซรามิคต่างๆ ที่กระจายอยู่ทั่วภาคเหนือ การเผาเศษกิ่งไม้ ใบไม้ ของชุมชนทั่วไป การเผาขยะ และควันจากการจราจรที่ติดขัด ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ทั้งหมดนี้เป็น “ปัจจัยเสริม” ที่ทำให้ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือไม่คลี่คลาย ซ้ำร้ายยังทำให้ปัญหารุนแรงมากขึ้น!