วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พีระศักดิ์'หนุนนายกฯคนนอกต้องแก้วิกฤติ

"สนช."พบประชาชน "อุตรดิตถ์-พิจิตร "พีระศักดิ์"หนุนกมธ.การเมืองเขียนชัดนายกฯคนนอก ต้องวิกฤติเท่านั้น

ม.ราชภัฏอุตรดิตถ์ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่สอง นำคณะสมาชิกสนช. กว่า 20 คน เดินทางเข้าพบประชาชนในพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำภาคการศึกษา เกษตรกร อาจารย์ และนักศึกษา รวมกว่า 1,000 คน เพื่อรับฟังปัญหาและชี้แจงการทำหน้าที่ จากนั้นในช่วงบ่าย นายพีระศักดิ์ และคณะสมาชิก สนช. ได้เดินทางต่อไปยัง จ.พิจิตร เพื่อรับฟังปัญหาในพื้นที่ลุ่มแม้น้ำยม ประกอบด้วย จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.กำแพงเพชร และจ.แพร่

จากนั้น นายพีระศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สปช. จะเสนอกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขบทบัญญัติ ให้สามารถมีนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ ก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤติ โดยให้ใช้เสียงสมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 และมีวาระเพียง 1 ปี ว่า เห็นด้วย เพราะกฎหมายต้องมีข้อยกเว้น อย่าไปตายตัว สถานการณ์มันต้องวิกฤติจริงๆ ถึงจะไปใช้บริการนายกฯคนนอก แนวทางนี้คงไม่ใช่การรอมชอม แต่เป็นแนวทางหาทางออกสำหรับประเทศเมื่อเกิดวิกฤติการเมือง ซึ่งดีกว่าปล่อยให้มีการล้มรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น

"ในสถานการณ์ปกติ ส.ส. ก็ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากอันดับหนึ่งตามที่สัญญาไว้กับประชาชนตอนหาเสียง แต่หาก ส.ส. ไปเลือกนายกฯคนนอกมาในช่วงปกติ ชาวบ้านเขาก็ออกมารุมตายแน่ แนวทางนี้จะเหมาะสมก็ต่อเมื่อเราต้องการผ่าทางตัน ส่วนจะสามารถลดความขัดแย้งได้หรือไม่นั้น ยังคงเดายาก ผมยังไม่มั่นใจว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาแล้ว ความขัดแย้งจะลดลงได้จริงหรือไม่ เพราะคนยังคงคิดเหมือนเดิม ต้องแยกแกนนำออกจากประชาชนเหมือนเดิม" นายพีระศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ข้อเสนอของกมธ.ปฏิรูปการเมือง ให้เปลี่ยนที่มาของ ส.ว. จากเดิมที่มาจากสรรหาทั้ง 200 คน เป็น เลือกตั้ง 77 คน และสรรหา 123 คน นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ต้องดูว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ ซึ่งปัญหาทางการเมืองของเราก็ไม่ได้เกิดจาก ส.ว. แต่เกิดจากรัฐสภา ที่มีการโต้แย้งไปมาจนเกิดวิกฤติ ในกรณีของ ส.ว. ประเทศเราเคยใช้แบบสรรหาทั้งหมด ก็ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะมองว่า มีการถ่วงดุลกับส.ส.มากเกินไป ส่วนแบบเลือกตั้งทั้งหมดก็มีปัญหาเรื่องนอมินี

"เราต้องนำอดีตมาแก้ปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นว่า ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่งและสรรหาครึ่งหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 50 ก็สามารถทำงานร่วมกัน จนประคับประคองวิกฤติการเมืองไปได้ระยะหนึ่ง และเป็นสภาสุดท้ายที่ยังอยู่ได้ ก่อนเกิดรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 57 ขึ้น ผมจึงอยากขอให้มีการทบทวนประเด็นนี้อีกครั้ง" นายพีระศักดิ์ กล่าว

นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า สัดส่วนของส.ว.ควรจะเท่ากันหรือใกล้เคียงกัน โดยที่เหมาะสมคือจำนวน 150 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง 77 คน และสรรหา 73 คน เหมือนเดิม ซึ่งปัญหาความแตกต่างทางความคิดระหว่างสรรหาและเลือกตั้งก็จะยังมีบ้าง เพราะไม่มีทางที่ทุกคนจะคิดเหมือนกัน และก็เป็นเรื่องปกติของการทำหน้าที่ในระบบสภา จากที่ตนเคยผ่านการเลือกตั้งมาก็พบว่า การเลือกตั้งจากเดิมที่เลือกแต่คนใกล้ชิดกัน ก็พัฒนาจนดีขึ้นมากแล้ว สถิติการเลือกตั้งทั้งการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ จะบ่งชี้เลยว่า ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก

เมื่อถามว่า หากกมธ.ยกร่างฯ ยังคงยืนยันให้ 200 ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า กมธ.ยกร่างฯ ยังต้องรับฟังข้อเสนอจาก คสช. ครม. สปช. และสนช. ทั้งยังต้องไปรับฟังความเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนอาจจะต้องมีการทำประชามติซึ่งตนเห็นด้วยว่าต้องทำ ก่อนจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายแล้วหากออกมาเป็นอย่างไร ก็คงต้องเป็นไปตามนั้น

"ผมพูดเรื่องนี้มาก เดี๋ยวก็จะโดนโจมตีอีกว่าจะลงส.ว. ซึ่งผมก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลงหรือไม่ แต่ที่พูด ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นหลักการ ตลอดจนความรู้สึกของคน เพราะคำว่า ส.ว.สรรหา ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ผมต้องพาสนช.ออกมาพบประชาชน เพื่อมาทำความเข้าใจและรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น" นายพีระศักดิ์ กล่าว