วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขอซักฟอกรัฐธรรมนูญ 10 วัน

สปช.ยื่นญัตติ"เทียนฉาย"ขอเพิ่มซักฟอกร่างรธน.เป็น 10 วัน อ้างมีถึง 315 มาตรา ด้าน"บวรศักดิ์"ขอสปช.อภิปรายสร้างสรรค์-ให้ความรู้ประชาชน

 ด้านกมธ.ยกร่างฯผวาเหมือนอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลัง "ปู่ชัย"ขู่ร่างรธน.ไม่ผ่านชั้น สปช เล็งล็อกเวลาให้อภิปรายได้ครั้งเดียว-คนละ 10 นาที "ประยุทธ์"แจงพูดเลือกตั้งปลายปีเร็วไป เหน็บเรื่องเลือกตั้งจะเป็นจะตายกัน ลั่นไม่ท้อ


ตามที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้กำหนดกรอบการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ของสมาชิกสปช.ไว้ระหว่างวันที่ 20 -26 เม.ย.นี้นั้น ล่าสุดสมาชิก สปช.เห็นว่าการกำหนดระยะเวลาเพียงแค่ 6 วันครึ่ง คงไม่เพียงพอ จึงขอเพิ่มเป็น 10 วัน


นายทิวา การกระสัง สมาชิก สปช.จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้ยื่นญัตติถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกสปช.ร่วมลงชื่อรับรอง 6 คน เสนอให้จัดประชุมสปช.เพื่อพิจารณาเพิ่มกำหนดวันอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญเป็นเวลา 10 วัน จากเดิมที่นายเทียนฉาย กำหนดวันอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแค่ 6 วันครึ่ง คือ ระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย. เนื่องจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 36 ระบุให้สปช.มีเวลา 10 วัน ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ


ดังนั้นจึงควรกำหนดให้สปช.เริ่มอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 18 หรือ 19 เม.ย. เพราะสปช.จะได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ในวันที่ 17 เม.ย. ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญถือว่ามีความสำคัญยิ่ง มีถึง 315 มาตรา จึงควรให้เวลาสมาชิกสปช.อภิปรายเต็มที่ หวังว่านายเทียนฉาย จะพิจารณาเพิ่มวันอภิปรายให้มากขึ้น โดยนำเข้าหารือเพื่อพิจารณาในที่ประชุมสปช.สัปดาห์หน้า


"บวรศักดิ์"ขอสปช.อภิปรายรธน.สร้างสรรค์


ขณะที่ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ เป็นประธาน ก่อนเข้าสู่วาระได้มีการหารือถึงข้อเสนอที่เตรียมจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงาน สปช. (วิป สปช.) ในวันที่ 26 มี.ค. ซึ่งมีวาระพิจารณาเพื่อกำหนดกรอบการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ของสปช.ในวันที่ 20 -26 เม.ย. นี้


โดยนายบวรศักดิ์ เสนอว่า สำหรับวันแรกของการประชุมตนจะขอชี้แจงกระบวนการและเจตนารมณ์หลักของร่างรัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็น โดยไม่ลงรายละเอียด รวมถึงทำความเข้าใจต่อประเด็นการทำงานของกมธ.ยกร่างฯ ที่มีความสัมพันธ์กับสปช. แต่มีความอิสระต่อกัน โดยกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีสิทธิพิจารณาประเด็นที่จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข บนเหตุผลและหลักการ ประมาณ 15 นาที จากนั้นจะให้เป็นการชี้แจงรายละเอียดภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญในแต่หมวด ของกมธ.ยกร่างฯ ที่มีความเชี่ยวชาญ


อย่างไรก็ตามตนไม่ทราบว่าเวทีอภิปรายของสปช. นั้นจะได้รับคำชมหรือไม่ แต่ตนมองว่าการอภิปรายของสปช. ควรต้องทำอย่างสร้างสรรค์ คือ อภิปรายในสิ่งที่ประชาชนได้รับประโยชน์ ในร่างรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ดีอะไรบ้าง และควรจะเติมประเด็นใดเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีสิ่งที่ดียิ่งขึ้น ส่วนตัวมองว่าหากจะชำแหละ ก็สามารถพูดชำแหละกันได้ คล้ายกับครูตรวจการบ้านนักเรียน เพียงแค่ลายมือไม่สวยก็เป็นเหตุที่นำมาพูดได้
เสนอให้สปช.อภิปรายคนละ10นาที


ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำการคำนวณเวลาอภิปรายเสนอต่อที่ประชุมว่า การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 20-26 เม.ย. และจะมีเวลารวมทั้งสิ้น 79 ชั่วโมง แบ่งเป็นของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อชี้แจงและอธิบาย จำนวน 15 ชั่วโมง, ให้ตัวแทนกมธ.ปฏิรูป ของสปช. ทั้ง 18 คณะ เบื้องต้นคาดว่าจะมีตัวแทนคณะละ 3-4 คนอภิปราย คณะละ 2 ชั่วโมง รวมเป็น 36 ชั่วโมง


ดังนั้นจะเหลือเวลาให้สปช.ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของกมธ.อภิปรายจำนวน 28 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 1,680 นาที หากคำนวณจำนวน สปช. ที่จะอภิปราย โดยตัดสปช.ที่อยู่ในกมธยกร่างรัฐธรรมนูญ, ผู้ที่เป็นตัวแทนของ กมธ.ปฏิรูป 18 คณะ และไม่เป็นประธานสปช. และรองประธานสปช. จะเหลือสปช.จำนวน 155 คน ซึ่งจะได้เวลาอภิปรายคนละ 10 นาที


ทั้งนี้ควรกำหนดเงื่อนไข คือ การอภิปรายของสปช. ทำได้เพียง 1 ครั้ง สำหรับสปช.ที่เป็นตัวแทน กมธ.ปฏิรูปและใช้สิทธิอภิปรายในฐานะกมธ.ปฏิรูปแล้วไม่ได้สิทธิอภิปรายอีก ขณะที่ลำดับการอภิปรายจะใช้วิธีการจับฉลาก แต่หากมีสมาชิกสปช. ผู้ประสงค์อภิปรายมีจำนวนไม่ถึง 155 คน ให้จัดสรรเวลากันใหม่ โดยยึดจำนวนเวลา 1,680 นาที


ผวา"ปู่ชัย"ขู่ร่างรธน.ไม่ผ่านชั้นสปช.


ขณะที่กมธ.ยกร่างฯ ให้ข้อเสนอเพิ่มเติม คือ การชี้แจของ กมธ.ยกร่างฯ ควรเน้นการชี้แจงในประเด็นที่สปช.ยังเข้าใจผิด หรือเป็นการบิดเบือนข้อมูล และหลีกเลี่ยงการชี้แจงในลักษณะตอบโต้ หรือโต้เถียงกันไปมา เพื่อให้กมธ.ยกร่างฯ ใช้เวลาไม่มาก อย่างไรก็ตามมีผู้เห็นว่าการให้เวลาอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญมากถึง 6 วันครึ่งนั้นนานเกินไป และอาจทำให้บรรยากาศการอภิปรายคล้ายกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่พยายามชี้ข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ


ทั้งนี้มีผู้เสนอว่าขอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เตรียมตัวอภิปรายและชี้แจงให้ดีเพราะมีผู้ใหญ่ในสปช. เช่น นายชัย ชิดชอบ สปช. ให้ความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านในชั้นสปช. ได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการรับหมัดของสปช. เพียงฝ่ายเดียว ควรเตรียมสปช. ที่สนับสนุน กมธ.ยกร่างฯ ให้ได้รับสิทธิอภิปรายด้วย นอกจากนั้นที่ประชุมยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ชอง 11 เพราะอาจทำให้เกิดภาพโต้เถียงเละเทะ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ได้หารือ นายบวรศักดิ์จะนำเข้าสู่ที่ประชุม วิป สปช. อีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ


นายกฯแจงพูดเลือกตั้งปลายปีเร็วไป


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่เคยพูดว่าจะมีการเลือกตั้งปลายปีนี้ ว่า เรื่องที่พูดว่าปลายปีนั้น ตนพูดเร็ว ความจริงพูดมาหลายครั้งว่า รัฐธรรมนูญจะออกปลายปี นั่นคือการเริ่มกระบวนการเลือกตั้ง พูดรวบไปหน่อย


"ไม่เข้าใจว่ามันจะอะไรกันหนักหนา เรื่องการเลือกตั้งจะเป็นจะตายกันหรืออย่างไร เป็นการแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตย แต่ก็จะกลับไปเป็นแบบเดิม หรือใครคิดว่าไม่ใช่รัฐธรรมนูญจะออกได้ไหม ก็ต้องไปรอดูกัน"
ลั่นไม่ท้อ-ยิ่งเป็นอย่างนี้ยิ่งอยู่นาน


"ผมบอกแล้ว ผมไม่ท้อแท้ ไม่มี มีแต่โมโหมากขึ้นและผมบอกเลย ผมสู้ทุกอย่าง อย่ามาพูดอะไรให้ผมท้อแท้ ผมไม่มีท้อแท้ ยังมีคนไทยอีกเยอะแยะ อีก 60 กว่าล้าน และถ้าผมเป็นคนท้อง่าย ผมไม่เข้ามาหรอก ยิ่งเป็นอย่างนี้ ฉันยิ่งอยู่นานและก็ไม่ได้ฮึกเหิมอะไร ผมก็เป็นของผมอย่างนี้อยู่แล้ว ฉันพยายามสงบอยู่แล้ว"
เมื่อถามว่าเท่าที่ดูแล้วคิดว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่รู้"

อัด"ณัฐวุฒิ"โง่-ด่าพวกเฮงซวย

ส่วนกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุระเบิดหลายครั้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ รัฐบาลสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวสวนขึ้นว่า "ก็มันโง่ไง แล้วพวกเธอไปโง่ตามเขาหรือเปล่า รัฐบาลและผมจะทำไปเพื่ออะไร คิดดูสิ ด้วยความเป็นมนุษย์ ฉันมาฉันไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ แล้วฉันจะมาทำเองทำไม เพื่อที่ฉันอยากจะอยู่อย่างนั้นหรือ"


เมื่อถามว่าจะเรียกมาปรับทัศนคติอีกครั้งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่สนใจเรียกมาแล้วหลายครั้ง แล้วพอเรียกมาจะอย่างไร พอไม่ปล่อยก็หาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนก็แค่นี้ เฮงซวยพวกนี้"


ติง"ฐปณีย์"ตีข่าวแรงงานกระทบมั่นคง


นายกฯ ยังกล่าวถึงปัญหาแรงงานไทยในอินโดนีเซียถูกหลอกไปเป็นลูกเรือ และกลายเป็นคนตกเรือ เนื่องจากถูกปลอมเอกสาร หลักฐาน จนกลายเป็นพวกไม่มีตัวตน ว่า รัฐบาลดำเนินการมาตลอด ครั้งที่ผ่านมาก็สามารถช่วยเหลือมาได้ 26 ราย เรื่องนี้อย่าเพิ่งขยายความกันมาก เพราะบางข่าวเป็นอันตรายกับประเทศในเรื่องความมั่นคง และอยากถามว่า รัฐบาลที่ผ่านมาทำไมไม่ทำ จะให้เราทำทุกอย่างเสร็จในเวลาแป๊บเดียว แล้วไล่ตนไป มันได้ที่ไหน รัฐบาลพยายามเจรจาพูดคุยมาโดยตลอด หากสื่อตีข่าวนี้ออกไป รู้หรือไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไร จะเกิดเรื่องการค้ามนุษย์เข้ามาทันที และถ้าเขาไม่ซื้อปลา 2 แสนกว่าล้านตัน พวกตีข่าวจะต้องรับผิดชอบ มีอะไรตนรับฟังอยู่แล้ว ขอให้มาพูดและบอกเจ้าหน้าที่ วันนี้รัฐบาลรับฟังปัญหา แต่ต้องมาพูดกันก่อน ถ้าไปตีข่าวอยู่อย่างนี้ คนไทยทั้งประเทศเสียหาย ฉะนั้นนักข่าวได้ข่าวมาแล้วต้องตรวจสอบ


“ผมบอกจริงๆ ฐปณีย์ (ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวข่าวสามมิติ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3) มาหาเจ้าหน้าที่เสีย พูดอยู่ข้างนอกมันได้อะไรขึ้นมา ถ้าผมทำ ผมไม่ได้ทำเพราะฐาปณีย์ ผมทำเพราะผมอยากจะทำ รู้หมดว่าใครอยู่ที่ไหนอย่างไร ผมถามว่ามันง่ายหรือไม่ และผิดกฎหมายหรือเปล่า ไม่ยอมรับอะไรสักอย่างแล้วจะเอาแต่สิทธิเสรีภาพ จะไปไหนก็ได้หรือ จะไปประเทศนู้นประเทศนี้ได้โดยที่ไม่ต้องมีใบอนุญาตหรือเปล่า เรือ 4-5 ลำชื่อเดียวกันได้หรือไม่ วันนี้รัฐบาลกำลังขึ้นทะเบียนเรือ และติดจีพีเอสบนเรือ จับปลาที่ไหนมาต้องแสดงให้เห็นว่าจับมาจากไหน ไม่ใช่นอกน่านน้ำ ต้องไปในพื้นที่ถูกต้อง คนงานต้องมีใบอนุญาต ไม่เช่นนั้นจะถูกหลอกอย่างที่ว่า และผมถามว่าถูกหลอกสมัยผมหรือเปล่า ซึ่งวันนี้ก็แก้ทุกอัน แล้วมันแก้ได้ไวหรือไม่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว


ศาลฎีกาเคาะองค์คณะ9คนคดี"จีทูจีข้าว"


ที่ศาลฎีกา นายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด 173 คน เพื่อลงคะแนนลับ เลือกผู้พิพากษา 9 คน เป็นองค์คณะพิจารณาคดีที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จำเลยที่ 1 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 2 กับพวก รวม 21 ราย เป็นจำเลย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในความผิดฐานร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งโดยทุจริต และฮั้วประมูลโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)


โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้คัดเลือกด้วยวิธีการลงคะแนนลับ จากจำนวนผู้พิพากษาที่วันนี้เข้าประชุมทั้งสิ้น 130 คน ผลคัดเลือกที่ได้เรียงตามลำดับคะแนน คือ 1.นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา 2.นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา 3.นายวิรุฬห์ แสงเทียน ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา 4.นางทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา 5.นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา 6.นางพฤษภา พนมยันตร์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา 7.นายวีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา 8.นางนวลน้อย ผลทวี ประธานแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศในศาลฎีกา และ 9.นายอภิรัตน์ ลัดพลี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา


สำหรับองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน จะนัดประชุมกันภายในเพื่อลงคะแนนลับเลือกผู้พิพากษา 1 คน เป็นเจ้าของสำนวนต่อไป และร่วมกันพิจารณาคำฟ้องว่า ครบองค์ประกอบและอยู่ในเขตอำนาจศาลฎีกาฯ ที่จะประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาฯ นัดฟังคำสั่งว่า จะรับฟ้องคดีนี้หรือไม่วันที่ 20 เม.ย. เวลา 10.00 น.