(รายงาน) ล็อกขึ้นเงินเดือนผู้พิพากษา-ตุลาการ พร้อม "ข้าราชการพลเรือน"
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ ได้เข้าสู่บทบัญญัติ ภาค 3 ว่าด้วยหลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
โดยมีประเด็นพิจารณาที่สำคัญ คือ มาตรา 219 ว่าด้วยบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาและตุลาการในการทำหน้าที่พิจารณาคดี รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ การแต่งตั้ง โยกย้าย และการเลื่อนเงินเดือน ที่มีบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่ ความว่า “เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้พิพากษาและตุลาการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้จะนำระบบบัญชีเงินเดือน หรือเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับมิได้ เมื่อมีการเพิ่มเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่ง ข้าราชการพลเมือง ให้ปรับเพิ่มเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของผู้พิพากษา หรือตุลาการ ขึ้นเป็นสัดส่วนที่เท่ากัน” ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักประกันในการขึ้นเงินเดือนของผู้พิพากษาและตุลาการจะไม่ชักช้ากว่าการปรับเพิ่มเงินเดือนของข้าราชการพลเมือง จากเดิมที่พบว่ามีความล่าช้ามากทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
ขณะที่มาตรา 220 ว่าด้วยหลักการการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้เพิ่มเติมวรรคสองเข้ามาใหม่ ความว่า “ในกรณีที่ศาลหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเห็นว่า กฎหมายหรือกฎใดก่อเกิดความไม่เป็นธรรมต่อประชาชนหรือไม่เป็นไปตามมาตรา 87 ให้ศาลหรือหน่วยงานของรัฐดังกล่าวส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่อดำเนินนการแก้ไขต่อไป”
โดยมีเหตุผลการพิจารณาคดีใด ต้องไม่ใช่พิจารณาตามตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมกับประชาชนด้วย รวมถึงมีสิทธิที่จะแก้ไขกฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมได้ด้วย
ส่วนมาตรา 248 ว่าด้วยการกระทำที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทาการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการ เพื่อเป็นการป้องกันผลประโยชน์ที่ขัดกันกับตำแหน่งหน้าที่ ในส่วนของ (2) ว่าด้วยกรณีไม่นำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่น มาประกอบการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น ได้กำหนดเจตนารมณ์ไว้ว่าไม่ให้นำความดังกล่าวมาใช้บังคับกับการแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งเลขานุการฯ
สำหรับบทบัญญัติว่าด้วยการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ในมาตรา 254 ได้ปรับบทบัญญัติใหม่ โดยให้สิทธิ ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอประธานรัฐสภา ให้พิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธานศาลฏีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสุงสุด หรืออัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ หรือต่อตำแหน่งราชการ หรือจงใจใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย
นอกจากนั้นได้ให้สิทธิ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้ถอดถอน ส.ว.ออกจากตำแหน่ง เพิ่มเติมจากเดิมที่กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน เข้าชื่อเพื่อถอดถอนบุคคลในตำแหน่งดังกล่าว
...
ย้ำเลือกตั้งระบบเยอรมนีมาถูกทาง
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวกับที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงประเด็นการเดินทางไปดูงานที่ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 15-20 มี.ค. ว่า มีโอกาสหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องการจัดสรรคะแนนเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยได้สอบถามว่า หากนำคะแนนรวมจากภาค แล้วจัดสรรให้บัญชีรายชื่อจะถูกต้องหรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่าน่าจะเหมาะสมและมาถูกทางแล้ว ขณะที่การจัดการเลือกตั้งนั้นมีข้าราชการประจำเป็นผู้กำกับดูแล ส่วนการพิมพ์บัตร และจัดการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้ดำเนินการและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ขณะนี้การร้องคัดค้านการเลือกตั้งประเทศเยอรมนีจะให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อน โดยสภาฯ จะตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาว่าถูกหรือไม่ หากสภาฯ วินิจฉัยแล้ว ผู้คัดค้านไม่พอใจสามารถร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ส่วนการลงคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้น ประเทศเยอรมนีเคยใช้แต่มีปัญหาเพราะไม่มีมีหลักฐาน แต่ปัจจุบันที่ประเทศอินเดียมีการลงคะแนนผ่านเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อกดลงคะแนนแล้วสามารถเก็บบัตรเพื่อเป็นหลักฐานได้
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิช ที่ปรึกษาและโฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ประเทศเยอรมนีได้ใช้มากนานกว่า 66 ปีแล้ว และมีพัฒนาการจัดการเลือกตั้งให้ยึดโยงกับระบบนี้มาโดยตลอด สำหรับรัฐบาลประเทศเยอรมนี คล้ายกับประเทศไทยหลายเรื่อง เช่น การใช้ระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีส.ส.จากระบบเขต และ ระบบบัญชีรายชื่อที่เลือกจาก 16 มลรัฐ ขณะที่การเลือกตั้ง ส.ส.นั้นจะพบว่าจะมีจำนวน ส.ส.ที่เกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ หรือ โอเวอร์แฮง ประมาณ 5-38 คน
ทั้งนี้ในกระบวนการคิดคะแนนมีผู้ใหญ่ของสภาฯ หรือศาลรัฐธรรมนูญให้ข้อสังเกตว่าวิธีคิดคะแนนของประเทศเยอรมนีมีความซับซ้อน และรายละเอียดถูกกำหนดไว้ในกฎหมายลูก และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะในรัฐธรรมนูญเยอรมนีเขียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งไว้เพียง 3 บรรทัด คือ เน้นให้การเลือกตั้งโปร่งใส อิสระ เป็นธรรม และเป็นการลับ ดังนั้นหากประเทศไทยจะนำระบบเลือกตั้งและการคำนวณคะแนนมาใช้บุคคลที่ร่วมพูดคุยระบุว่า ขึ้นอยู่กับการกำหนด ว่าจะมีการชดเชยหรือไม่
สำหรับการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา แม้มี 34 พรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งแต่มีเพียง 5 พรรคเท่านั้นที่ได้ส.ส.เข้าสู่สภา เนื่องจากประเทศเยอรมนีใช้จุดตัด 5% เป็นเกณฑ์ในการให้ได้ส.ส.เข้าสภา เหตุผลสำคัญคือเพื่อพัฒนาระบบพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง มีการรวมตัว ส่วนการทำหน้าที่ฝ่ายค้านสามารถทำหน้าที่ได้ ดังนั้นการปกครองในประเทศเยอรมัน จุดเน้นสำคัญ คน และสถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง





