ประธานกมธ.การเมือง สปช. ชี้ระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสม แก้ซื้อเสียงในประเทศไทยไม่ได้ เหตุนักการเมืองมีพัฒนาการซื้อเสียง
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงการเดินทางไปดูงานที่ประเทศเยอรมนี ร่วมกับตัวแทน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่นำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ฯ และตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าในระหว่างที่ไปศึกษาดูงานเรื่องระบบเลือกตั้งนั้น มีโอกาสได้พูดคุยกับนายบวรศักดิ์ และคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแบบส่วนตัวถึงระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่จะนำมาใช้ในการเลือกตั้งรอบต่อไปหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านและมีผลบังคับใช้ว่า ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเชื่อว่าจะสามารถนำมาใช้ได้กับการเมืองของประเทศไทย แต่ต้องเลือกนำวิธีการที่สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้จริง เช่น หลักการโอเวอร์แฮง หรือ ส.ส.ที่จะได้เกินมาจากจำนวนที่กำหนด แต่อย่านำหลักเอ๊าท์ สไลด์ แมนเดจ ที่เป็นหลักการคำนวณเพื่อชดเชยจำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองมาใช้เพราะมีขั้นตอนยุ่งยาก และอาจทำให้จำนวน ส.ส.เกินกว่าที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด นอกจากนั้นตนมองว่าในการนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ ขายเสียงในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง
"นักการเมืองของไทยต่างจากนักการเมืองของเยอรมนีมาก ตรงที่นักการเมืองไทยไม่ได้รับความเชื่อถือ ความไว้วางใจ และมีการทุจริตการเลือกตั้ง ดังนั้นการเมืองของเยอรมนีที่ไม่มีปัญหาแม้จะใช้ระบบสัดส่วนผสม เพราะบ้านเมืองเขาไม่มีการซื้อเสียง หรือทุจริตเลือกตั้งเลย ดังนั้นหากจะหวังให้ระบบเลือกตั้งแก้ปัญหาการซื้อเสียงในประเทศไทย เชื่อว่าแก้ไขไม่ได้ เพราะนักการเมืองไทยมีพัฒนาการของการซื้อเสียงไปไกลมาก โดยใช้ผ่านนโยบายประชานิยม ที่ใช้เงินของรัฐที่มาจากเงินภาษีของประชาชนไปให้ประชาชน โดยมีตัวอย่างจากกรณีโครงการรับจำนำข้าว ที่นำเงินของรัฐไปให้ซื้อข้าวชาวนา แล้วอ้างว่าทำเพื่อประชาชน ซึ่งข้อเท็จจริงหลายประเทศที่เจริญแล้วไม่สามารถทำได้ เพราะถือเป็นความผิด" นายสมบัติ กล่าว
นายสมบัติ กล่าวด้วยว่า ยังได้มีการหารือถึงประเด็นพรรคการเมืองนอมินี ที่ประเทศเยอรมนี มีพรรคการเมืองที่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรทางการเมือง กล่าวคือ จะไม่มีการส่ง ส.ส.แข่งขันกันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ดังนั้นหากมีพรรคการเมืองในประเทศไทยนำมาใช้จะแก้ไขปัญหาเช่นไร โดยได้ยกตัวอย่างว่า พรรค ก. ประกาศและรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค ก. แต่ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ขอให้เลือก ส.ส.เขตของพรรค ข. ขณะที่พรรค ข. ประกาศเช่นเดียวกันว่า ให้เลือกส.ส.บัญชีรายชื่อของ พรรค ก. ขณะที่ส.ส.เขตให้เลือกพรรคของตน และเมื่อหลังการเลือกตั้งทั้งพรรค ก. และพรรค ข. จะร่วมเป็นรัฐบาล หรือเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน ในกรณีดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการทำผิดจริยธรรม
เพราะพรรคการเมืองได้ประกาศไว้ล่วงหน้าแล้วจะทำเช่นไร รวมถึงหากคิดคะแนน ส.ส.ตามแบบการเลือกตั้งสัดส่วนผสม อาจทำให้ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อซึ่งเกินกว่ากำหนด ไปเป็น 300-400 คนได้ ซึ่ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่ามีวิธีป้องกันแล้ว คือ จะมีการคำนวณจำนวนส.ส. ในวิธีลดลงตามสัดส่วนที่แต่ละพรรคการเมืองได้ โดยวิธีเบื้องต้นคือ หากจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีอยู่ 220 คน จะทำคะแนนรวมในระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคมาคิดคำนวน โดยเทียบแบบบัญญัติยางค์ เช่น พรรคที่คะแนนได้สูงสุดจะคิดเป็นจำนวน ส.ส.เท่าใด ในจำนวน 220 คน ซึ่งจะทำให้ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่เกินจากจำนวนที่กำหนด เป็นต้น





