กมธ.ร่างรธน.จ่อแก้ไขหลักการรธน. ปมคุณสมบัติรมต. หลังตัวบทว่าด้วยการถูกคำพิพากษาจำคุกยังไม่ชัดเจน ยากต่อการอธิบายสู่สังคม
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา และบันทึกเจตนารมณ์ ได้พิจารณาผ่านบทบัญญัติที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ที่ระบุไว้ในมาตรา 171 – มาตรา 186 แล้วเสร็จ โดยมีประเด็นพิจารณาที่สำคัญ คือ มาตรา 175 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงการเขียนเจตนารมณ์ ใน (5) ที่มีบทบัญญัติว่า “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท” ที่ต้องการยกระดับและมาตรฐานของบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารซึ่ง ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติที่แก้ไขจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 174 ที่กำหนดถ้อยคำเป็นเงื่อนไขว่า
"โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง” เพื่อเป็นบทบัญญัติไม่ให้ผู้ที่ต้องโทษให้ถูกจำคุกด้วยคดีใดๆ เข้ารับตำแหน่ง ทั้งนี้ที่ประชุมได้สอบถามว่า ประเด็นไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกดังกล่าว จะรวมถึง การต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่มีการรอลงอาญาไว้ก่อนหรือไม่ โดยฝ่ายเลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อธิบายว่า ประเด็นที่บัญญัติดังกล่าวจะหมายถึงบุคคลที่ผ่านการจำคุกมาแล้วจริงๆ ห้ามมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ขณะที่บุคคลที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่ศาลระบุว่าให้รอลงอาญาไว้ก่อน จะไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรานี้ โดยมีการยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีคดีของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ถูกพิพากษาคดีหวย แต่ศาลระบุว่าให้รอลงอาญาไว้ก่อน เพื่อเป็นการควบคุมความประพฤติ
ทั้งนี้ถูกโต้แย้งว่าในกรณีดังกล่าวไม่สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้ง่าย ว่า ก่อนที่รัฐมนตรีจะเข้ารับตำแหน่ง ถือเป็นบุคคลผู้ที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่รอลงอาญาไว้ก่อน สามารถมาดำรงตำแหน่งได้ ขณะที่รัฐมนตรีที่อยู่ในวาระแต่ถูกคำพิพากษาให้จำคุก แต่รอลงอาญาไว้ก่อนนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งไป ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 185 (3) สังคมทั่วไปอาจสงสัยและกลายเป็นประเด็นคำถามที่ยากจะชี้แจงให้สังคมเข้าใจได้ ทำให้มีผู้เสนอให้มีการแก้ไขตัวบทบัญญัติโดยนำคำว่า "โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง” มาบัญญัติไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความชัดเจน แต่ถูกทักท้วงว่าอาจจะขัดหลักการที่ต้องการยกระดับมาตรฐานของบุคคลที่มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ประชุมจึงเห็นร่วมกันว่าให้นำประเด็นของ (5) รอการพิจารณาไว้ก่อนเนื่องจากมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ
ขณะที่มาตรา 178 ว่าด้วยการกำหนดให้นายกฯและรัฐมนตรีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมสภาฯ วุฒิสภา และรัฐสภา และให้ถือว่าการเข้าประชุมดังกล่าวเป็นภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่นใด ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งนี้มีผู้ทักท้วงว่าการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าว รวมถึงเจตนารมณ์อาจขัดกับหลักการของการแบ่งแยกอำนาจ ที่ระบุไว้ในมาตรก่อนหน้านี้ว่า นายกฯและ รัฐมนตรีต้องไม่เป็น ส.ส. ดังนั้นหากกำหนดให้การเข้าประชุมสภาฯ วุฒิสภา และรัฐสภาเป็นหน้าที่และเป็นภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่น อาจกระทบต่อการบริหารของฝ่ายบริหารได้ เพราะในสมัยประชุมหนึ่งอาจมีการประชุมจำนวน 4 วัน ต่อสัปดาห์ แบ่งเป็น ของ ส.ส. จำนวน 2 วัน ของ ส.ว. จำนวน 2 วัน และหากมีการประชุมร่วมรัฐสภา อาจทำให้ทั้งสัปดาห์ นายกฯ และรัฐมนตรีต้องเข้าประชุมจนไม่มีเวลาบริหารราชการได้ ทำให้ที่ประชุมได้นำบทบัญญัติและเจตนารมร์รอการพิจารณาไว้ก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้บทบัญญัติในมาตรา 184 ว่าด้วยการให้ปลัดกระทรวงรักษาการรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ที่ประชุมได้ถกเถียงว่าในกรณีที่นายกฯ ลาออกเพื่อเปิดทางให้มีการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หรือ รัฐมนตรีลาออก ซึ่งถือเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 30 วันที่ต้องแต่งตั้ง ครม. หรือรัฐมนตรีขึ้นใหม่ จะเหมาะสมหรือไม่ที่จะให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าบทบัญญัติดังกล่าวให้บังคับใช้เฉพาะกรณีการอยู่ครบวาระของรัฐบาล และมีการสั่งให้เลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้นักการเมือง ฐานะรัฐมนตรีรักษาการใช้ประโยชน์ หรืออำนาจในตำแหน่ง จนก่อให้เกิดการได้เปรียบในการเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมมีข้อเสนอให้บางมาตราที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุป หรือกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญอธิบายได้ในความหมายเดียวกัน ทั้งตัวบทบัญญัติเป็นรายมาตรา และเจตนารมณ์มาทบทวนอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจน และไม่ควรปล่อยให้บางประเด็นที่ยังอภิปรายไม่ได้ข้อยุติเข้าสู่ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ช่วงวันที่ 20- 26 เม.ย. เพราะอาจจะเกิดปัญหาได้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับประเด็นที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รอการพิจารณาในรายละเอียด เบื้องต้น มี 7 ประเด็น ได้แก่ 1.ว่าด้วยที่มาของวุฒิสภา ที่บทบัญญัติเดิมกำหนดให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม แต่มีเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมท้วงติงและขอให้แก้ไขวิธีการได้มาของส.ว.โดยสาระสำคัญต้องยึดการได้มาซึ่ง ส.ว.ที่ครบทุกจังหวัด โดยประเด็นดังกล่าวนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เคยระบุว่าอาจให้มีการเลือกตั้งจาก 77 จังหวัดก็ได้หากมีวิธีที่เหมาะสมและไม่ซ้ำซ้อนกับการเลือกตั้ง ส.ส. , 2.การสิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพของส.ว. ที่มีผู้เสนอให้เพิ่มบทบัญญัติว่าเป็นบุคคลที่เสมือนไร้ความสามารถ เพราะเคยเกิดกรณีที่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติป่วยเรื้อรังจนไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่คงสมาชิกภาพได้เพราะยื่นใบลาป่วย ,
3.บทบัญญัติว่าด้วยการสิ้นสุดลงของสภาฯ มีการรอการพิจารณาในถ้อยคำที่ว่า “สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา 166 ไว้ ,4.มาตราที่ว่าด้วยการสิ้นสุดของสภา เมื่อมีการลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ 5.มาตราที่ว่าด้วยที่มาของ นายกฯ ซึ่งที่ประชุมยังไม่มีความชัดเจนต่อประเด็นที่บุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส. จะสามารถเข้ารับตำแหน่งนายกฯ ได้ตั้งแต่ครั้งแรกของการเปิดประชุมสภาฯ หลังที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ ,5.ประเด็นว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ในมาตรา 175 , 6. ประเด็นการเข้าร่วมประชุมสภาฯ วุฒิสภา และรัฐสภา ของนายกฯและรัฐมนตรี ตามมาตรา 178 และ 7.ว่าด้วยการมีส่วนร่วมในการออกเสียงประชามติ ที่ยังถกเถียงในเกณฑ์เสียงข้างมากของการทำประชามติ ระหว่างจะยึดผู้มีสิทธิออกเสียงหรือผู้ที่ออกมาใช้สิทธิลงประชามติ





