“เพื่อเปิดกว้างให้ ส.ส.ใช้สิทธิเลือกผู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้”
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระทบทวนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในส่วนของการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 166 ว่าด้วยการยื่นญัตติขออภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้หากสภาลงมติไม่ไว้วางใจด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่ง
และสภาผู้แทนราษฎรต้องสิ้นสุดลงนับแต่ที่มีมติดังกล่าว โดยที่ประชุมได้มีการถกเถียงถึงการเขียนบันทึกเจตนารมณ์ในประเด็นดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจและง่ายต่อการนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ระบุให้นำไปหารือกันอีกครั้งในช่วงการแก้ไขบทบัญญัติเดือนพ.ค.นี้
ขณะที่ มาตรา 171 ว่าด้วยที่มาของนายกฯ ที่ประชุมได้มีการถกเถียงนานกว่า 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะประเด็นการเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.หรือบุคคลภายนอก ได้รับสิทธิเสนอชื่อและเลือกเพื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ทั้งนี้ อนุ กมธ.บันทึกเจตนารมณ์นำเสนอเจตนารมณ์ช่วงต้นว่า “ตัดความมาตรา 171 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ต้องเป็น ส.ส.เพื่อให้สอดคล้องกับกรณีที่นายกฯ มาจากบุคคลภายนอกได้เมื่อเกิดภาวะวิกฤติ”
โดยที่ประชุมส่วนใหญ่แสดงความเห็นคัดค้านข้อความตามเจตนารมณ์ดังกล่าว เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่เป็น ส.ส.สามารถเข้ารับเลือกเป็นนายกฯ ได้ ตั้งแต่ครั้งแรกของการเปิดประชุมสภาที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการเขียนบทบัญญัติดังกล่าว ในชั้นการยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตรา ที่ส่วนใหญ่เห็นว่า การกำหนดเจตนารมณ์ที่ชัดเจนกรณีให้บุคคลภายนอกได้รับเลือกเป็นนายกฯ ควรเป็นช่วงที่เกิดสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองเท่านั้น
หรือเป็นช่องทางสำรองที่จะถูกเลือก หากช่องทางหลัก คือ ต้องเลือกนายกฯ ผู้มีตำแหน่ง ส.ส.ไม่สามารถทำได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอุดช่องว่างของสถานการณ์ที่อาจนำมาสู่การยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ดังนั้นการเขียนเจตนารมณ์ควรใช้ถ้อยคำว่า “เพื่อเปิดกว้างให้ ส.ส.ใช้สิทธิเลือกผู้ที่เหมาะสมกับสถานการณ์การเมืองในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้”
ที่ประชุมส่วนหนึ่งอภิปรายไม่เห็นด้วย เพราะการเพิ่มเจตนารมณ์ดังกล่าวถือเป็นการขัดแย้งกับตัวบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 แต่หากมีการปรับบทบัญญัติใหม่ สามารถบันทึกเจตนารมณ์ดังกล่าวได้ แต่ในกรณีที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้สรุปบทบัญญัติดังกล่าวอย่างเป็นทางการผ่านการหยั่งเสียงของที่ประชุม เมื่อคราวประชุมที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี จึงจำเป็นต้องเขียนเจตนารมณ์ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมได้แก้ไขความในเจตนารมณ์เป็นว่า “ตัดความมาตรา 171 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพื่อเปิดกว้างให้ ส.ส.ใช้สิทธิเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเป็นนายกฯได้”
และตัดประเด็น “สถานการณ์ที่จำเป็น” หรือ “สถานการณ์” ออก ทำให้ที่ประชุมของกลุ่มผู้เสนอให้เพิ่มเงื่อนไขนายกฯคนนอก ได้ขอสงวนความเห็นไว้อภิปรายเพื่อปรับแก้ในชั้นการพิจารณาลำดับถัดไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่พิจารณาถึงเวลา 16.30 น.วานนี้(17 มี.ค.) นั้น ได้แล้วเสร็จไปทั้งสิ้น 12 มาตรา และมียอดมาตรารวมที่ผ่านการทบทวนและบันทึกเจตนารมณ์แล้วทั้งสิ้น 174 มาตรา
....
เสนอตั้งองค์กรชี้ขาดมีนายกฯคนนอก
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ยกเว้นบทเฉพาะกาล โดยมีประเด็นที่ต้องศึกษากรณีระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันที่ตนยังสงสัยในวิธีการ ซึ่งมีทีมงานจากคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมศึกษาเรื่องนี้ด้วย รวมถึงกรณีการควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดินและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าด้วยกัน เพราะเห็นว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาในการทำงาน หากมีการควบรวมเข้าด้วยกัน
ขณะที่การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอก เห็นว่ามีความจำเป็นในช่วงบ้านเมืองเกิดวิกฤติ แม้ที่ผ่านมาสังคมไทยจะระบุมาตลอดว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากส.ส. แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า องค์กรใดจะมาชี้ขาดว่าเหตุการณ์ใดที่จะเรียกว่าบ้านเมืองถึงทางตัน อย่างไรก็ตาม ไม่ขัดข้องกับการทำประชามติ แต่ควรทำเฉพาะประเด็นที่สำคัญให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ไม่ใช่ทำทุกมาตรา


