(รายงาน) กมธ.เพิ่ม "หลักประกัน" ร่างก.ม.ที่เสนอโดยประชาชน
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน เมื่อวานนี้(16 มี.ค.) ได้เข้าสู่วาระพิจารณาทบทวนบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราและบันทึกเจตนารมณ์ ในส่วนที่ 6 การตราพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยมีประเด็นที่สำคัญ คือ ในมาตรา 147 ว่าด้วยการเสนอร่างพ.ร.บ. ได้แก้ไขบทบัญญัติในวรรคท้ายให้เป็น “เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติ ภาค4 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความปรองดอง ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยและกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ดำเนินการตามมาตรา 279 มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ตามที่กำนดไว้ใน ภาค 4 ส่วนการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้ดำเนินการตามมาตรา 280”
ทั้งนี้ได้ตัดสิทธิของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่ให้เป็นผู้ที่เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปได้โดยตรงต่อสภานิติบัญัติ โดยมีเหตุผลเพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยและกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาตินำเสนอกฎหมายที่เกี่ยวกับปฏิรูปได้เพียงช่องทางเดียว แต่หากกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องยังสามารถทำได้ แต่ต้องเสนอผ่านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ ก่อน
ขณะที่มาตรา 154 ว่าด้วยการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งฝ่ายเลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เพิ่มบทบัญญัติ ใน (5) ที่ระบุว่า “ร่างพระราชบัญญัติใดที่พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้เข้าชื่อเสนอตามมาตรา 147 (5) ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นต้องเป็นอันตกไป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา ร้องขอให้มีการทำประชามติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ได้ข้อยุติ” เพื่อเป็นการวางหลักประกันให้ร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอได้รับการพิจารณา ในกรณีที่สภาฯ หรือวุฒิสภามีมติให้ยับยั้งจะต้องถามความเห็นประชาชน ผ่านการทำประชามติก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาในมาตรา 162 ว่าด้วยการยืนยันร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาฯ หลังจากที่มีคณะรัฐมนตรีใหม่ และกรณีที่เป็นร่างพ.ร.บ.ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอ ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ให้รัฐสภาที่เลือกตั้งขึ้นใหม่ พิจารณาต่อไป ที่ประชุมได้มีการอภิปรายถึงรายละเอียดและวิธีปฏิบัติ โดยมีผู้ที่ยกตัวอย่างว่า ในกรณีที่ร่างพ.ร.บ.ที่เสนอโดยประชาชนและอยู่ในชั้นพิจารณาวาระที่สาม ซึ่งเป็นการรอลงมติเพื่อผ่านร่างกฎหมาย หากสภาชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่และลงมติให้ผ่านร่างกฎหมายโดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดอาจไม่เหมาะสม อีกทั้งในกรณีดังกล่าวอาจมีการพิจารณาเพื่อให้ร่างกฎหมายของภาคประชาชนขัดหลักการและถูกตีตกไปได้ ดังนั้นจึงควรกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสม ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะนำรายละเอียดและข้อสังเกตไปบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
....
ทบทวนรธน.โค้งสุดท้าย25พ.ค.-23ก.ค.
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า แม้สัปดาห์นี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ และนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างฯ จะเดินทางไปศึกษาดูงานการเลือกตั้งที่ประเทศเยอรมนี แต่ กมธ.ยกร่างฯ ที่เหลืออยู่ก็จะเดินหน้าประชุมทบทวนร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราต่อไป ซึ่งคาดว่าจะทบทวนแล้วเสร็จทั้ง 315 มาตรา ภายในสิ้นเดือนมี.ค.นี้
ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขในหลักการ ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯจะทบทวนปรับแก้ถ้อยคำให้ครบถ้วนสมบูรณ์เท่านั้น สำหรับประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากถึงการทำงานของ กมธ.ยกร่างฯ ในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ก็ได้มอบหมายให้คณะทำงานรวบรวมประเด็น เพื่อทำหนังสือชี้แจง พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ครั้งถัดไปในวันที่ 9 เม.ย.
นายคำนูณ กล่าวว่า ส่วนประเด็นที่ประชาชนตลอดจนพรรคการเมืองยังไม่เห็นด้วย อาทิ นายกฯ ไม่ต้องเป็น ส.ส. การเลือกตั้ง ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ระบบการเลือกตั้งแบบโอเพ่นลิสต์นั้น ทาง กมธ.ยกร่างฯ ก็ยืนยันว่าจะรับไว้พิจารณาต่อไป โดยจะนำไปพิจารณาในช่วงโค้งสุดท้ายระหว่างวันที่ 25 พ.ค.-23 ก.ค. สาเหตุที่ กมธ.ยกร่างฯ ไม่อาจพิจารณาในระหว่างนี้ได้ เนื่องจากหากมีการทบทวนแก้ไขในช่วงนี้ กมธ.ยกร่างฯ ก็จะต้องไปรับฟังความคิดเห็นจากที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในช่วงกลางเดือนเม.ย.นี้อยู่ดี ซึ่งสมาชิก สปช.ตลอดจนคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็จะทำการเสนอขอแก้ไข
ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯ จึงต้องรอความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อนนำไปตัดสินใจแก้ไขในช่วงสุดท้าย และถ้าหากข้อเสนอแก้ไขหลายฝ่ายตรงกัน ก็เชื่อว่าจะต้องรับฟังในที่สุด ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกนี้ยังสามารถปรับแก้ได้ แต่หลังจากวันที่ 23 ก.ค.จะไม่สามารถปรับแก้อะไรได้แล้ว จากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของ สปช. ที่จะลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในวันที่ 6 ส.ค.ต่อไป


