“กมธ.สปช.” ระดมความเห็นปฏิรูปชำแหละร่าง รธน. “จุรินทร์” แนะ 3 ข้อหลักเขียนเปิดใจรับฟังฝ่ายปฏิบัติ ขออย่ายึดทฤษฎีมากเกินจริง
ด้าน “สมศักดิ์” ชี้ถอดถอนตัด ส.ว.ให้ศาลฎีกาคดีการเมืองลงดาบแทน
คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง” โดยมีภาคประชาชน ตัวแทนพรรคการเมือง อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคสังคมประชาธิปไตย เข้าร่วมการสัมมนา
โดยนายดิเรก ถึงฝั่ง รองประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวเปิดการสัมมนามีเนื้อหาว่า คณะกมธ.ปฏิรูปการเมืองยังมีความเห็นหลายสิ่งที่ไม่เห็นพ้องกับ กมธ.ยกร่างฯ โดยทักท้วงไปหลายประเด็น ในเดือนเม.ย.ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกจะเข้าสู่การพิจารณาของสปช. ซึ่งจะมีเวลาแสดงความคิดเห็น 10 วัน ต่อจากนั้นสมาชิกสปช.ก็เตรียมแปรญัตติ เพื่อขอแก้ไขในแต่ละมาตรา
ต่อมามีการเปิดให้ตัวแทนพรรคการเมืองแสดงความคิดเห็น โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ควรจะเป็นควรเข้าลักษณะ 3 ประการ คือ 1.ต้องมีผลพัฒนาประชาธิปไตยระบบรัฐสภาอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์ระยะยาวได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะกิจ 2. อะไรที่เคยเป็นบทเรียน สร้างปัญหามาแล้วในอดีตจะต้องไม่นำกลับมาใช้อีก เพราะจะถอยหลังเข้าคลอง และ3.การเขียนรัฐธรรมนูญไม่จำเป็นต้องใหม่ทุกเรื่อง แต่อะไรเก่าแล้วดีก็ควรเก็บไว้ เชื่อว่าทางกมธ.ยกร่างฯมีเจตนาดี แต่ควรรับฟังฝ่ายปฏิบัติ แล้วคำนึงถึงโลกความเป็นจริงด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งเน้นทฤษฎีมากเกินจริง
ในส่วนของเรื่องการกำหนดให้ ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น ตัวอย่างในอดีตมีให้เห็นว่า สุดท้ายก็กลายเป็นผู้สมัครอิสระขายตัว จนนำไปสู่การปฏิวัติตัวเอง พอมาถึงรัฐธรรมนูญปี 40 ออกแบบให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งมากเกินไป จนเกิดช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ที่ไปเพิ่มอำนาจให้ฝ่ายบริหารเกิดการกินรวบประเทศ จนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญปี 50 และดูเหมือนการร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ จะสร้างอำนาจให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากขึ้นอีก อย่างไรก็ตามตนกังวลประเด็นที่ให้นายกรัฐมนตรีที่ถูกลงมติไม่ไว้วางใจ แล้วสภาฯต้องยุบไปด้วยนั้น หลักการนี้ถือเป็นการเขียนไว้เพื่อปกป้องนายกฯ ดังนั้นกมธ.ยกร่างฯ ต้องไปทบทวน
“การกำหนดให้นายกฯมีอำนาจพิเศษเสนอพระราชบัญญัติ โดยให้สภาได้ยื่นญัตติอภิปรายนายกฯภายใน 48 ชั่วโมง ถ้าไม่ยื่น ถือว่า แล้วกฎหมายนั้นผ่านสภาฯไป เรื่องนี้เป็นยิ่งกว่าการออกอภิมหาพระราชกำหนดอีก อาจจะมีผู้ที่ประสงค์มีวาระพิเศษ ใช้ช่องทางนี้เสนอ พ.ร.บ.ที่อาจเป็นปัญหา ส่วนการถอดถอนจากเดิม ที่ให้ ส.ว.เป็นผู้ถอดถอน แต่ครั้งนี้เขียนให้ 2 สภาฯร่วมกันถอดถอน ถ้าตั้งรัฐบาลด้วยเสียง 226 เสียง นายกฯและคณะรัฐมนตรี จะไม่มีวันถูกถอดถอนได้” รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวและว่า นอกจากนี้ตนเห็นว่า การกำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจะกลายเป็นให้คนเลือกคน แทนคนเลือกพรรค จะเกิดผล คือ พรรคเดียวกันต้องแข่งกันเอง เพื่อที่จะทำอย่างไรให้ได้คะแนนสูงสุด สุดท้ายระบอบการเมืองจะสับสนวุ่นวาย ทะเลาะ ทำลายพรรคการเมืองกันเอง แล้วประชาชนจะรับไม่ได้ ตนไม่อยากเห็นการต้องกลับมาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อีก
ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้ง ส.ส. และส.ว.การเลือกตั้งแบบเขตจังหวัด ควรใช้สัดส่วน ประชาชน 1 คนต่อ 1 เสียง และการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อควรใช้แบบเขตประเทศ ส่วนการจัดการเลือกตั้งควรทำแบบประเทศญี่ปุ่น คือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จัดการการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนเรื่องการถอดถอน วุฒิสภาไม่ควรถอดถอน เพราะวุฒิสภาไม่มีคุณภาพควรจะให้เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ดำเนินการ ขณะเดียวกันที่ให้วุฒิสภาเพียงแค่ยกมือถอดถอนทำแบบนี้ไม่ยุติธรรม จึงขอฝากไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างฯด้วย




