(รายงาน) สัญญาณจากนายกรัฐมนตรี ประจำวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2558
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ถึงด้านการบริหารราชการแผ่นดินว่า วันนี้หลายคนก็ตำหนิติเตียนทีมเศรษฐกิจหลายกระทรวง ทั้งที่พวกเขาทำงานกันแทบตาย ท่านอาจไม่รู้ว่าเขาเจอปัญหา แต่นายกรัฐมนตรีรู้ เพราะเป็นคนสั่ง ซึ่งก็ได้รับรายงานกลับมาว่าติดตรงนั้นตรงนี้ ก็แก้ให้ แก้ใน ครม. แก้ใน สนช. แต่มันก็ช้า "แล้วพวกท่านก็บอกว่า ไม่มีผลงาน มันจะมีได้ยังไงเพราะต้องบอกว่า มันเละอยู่ข้างในกระทรวง ผมจะไม่เล่นงานเจ้ากระทรวง แต่จะเล่นงานข้างล่างลงไป เป็นข้าราชการก็ต้องทำ ต้องเร็ว ไม่สั่งก็ไม่เร็ว ผมไม่อยากให้มาถามอีกว่า รัฐบาลมีผลงานอะไร จะปรับรัฐมนตรีคนไหน ช่วงไหน แต่ถ้ากระทรวงไหนที่ท่านบอกไม่มีผลงาน ขอให้ย้อนไปดูว่า มีปัญหาอะไรบ้างในกระทรวง ข้าราชการต้องรีบแก้ไขตัวเอง โดยเฉพาะกระทรวงที่ประชาชนไม่เชื่อถือ ผมไม่โทษเจ้ากระทรวง เพราะว่าผมรู้ ผมตั้งไปเองนะ แล้วก็มีการประชุม มีการทำงานร่วมกัน แต่มันไม่ออก เพราะว่าเขาไม่ได้ไปทำเอง รัฐมนตรีทำเองไม่ได้ ข้าราชการเป็นคนทำทั้งสิ้น แสดงว่ากลไกมันไม่ได้"
ไม่ใช่ครั้งแรก ที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณถึงข้าราชการทุกกระทรวงด้วยท่าทีแข็งขันเอาจริงเอาจังเช่นนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีได้รับทราบสภาพข้อเท็จจริงของปัญหาตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่ได้ไม่นานนักว่า กลไกที่จะขับเคลื่อนการบริหารบ้านเมืองอยู่ในสภาพเสมือนรถยนต์เกียร์ว่าง อย่างที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่า ข้าราชการคิดกันว่า รัฐบาลชุดนี้อีกไม่นานก็ไป จึงไม่ต้องทำอะไรที่สนองนโยบาย ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด มาคราวนี้นายกรัฐมนตรีน่าจะเห็นความจำเป็นที่จะต้อง "ขันนอต" กันอีกรอบ ก็เพราะตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการต่างๆ ยังไมได้กระเตื้องขึ้น นั่นหมายถึงว่ากลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาให้พลิกฟื้นคืนชีพยังอยู่ในอาการง่อยเปลี้ยเสียขา ขณะที่เครื่องจักรตัวอื่นก็ยังหวังพึ่งพิงยาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ การบริโภคภายในประเทศ ฯลฯ
ภาครัฐ โดยการทำงานที่จะขับเคลื่อนโดยรัฐบาลนั้นถือเป็นกลไกสำคัญที่สุดในฐานะผู้ควบคุมภาพรวมในวงจรเศรษฐกิจทั้งระบบ ขณะเดียวกัน รัฐโดยรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการลงทุน ซึ่งขณะนี้ก็จะเห็นว่า รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์กำลังพยายามที่จะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ อย่างเช่น โครงการรถไฟทางคู่ โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมชานเมืองหลากสีหลายสายมูลค่าหลายแสนล้านบาท หรือแม้แต่โครงการบริหารจัดการน้ำที่พับไปตั้งแต่รัฐบาลก่อน พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ได้ปิดประตูตายในอันที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาเสียทีเดียว ในด้านการส่งออกนั้น นอกจากปัญหาตลาดหลักอย่าง จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และตลาดรองอย่างเช่นรัสเซียอยู่ในภาวะซบเซาแล้ว ขณะที่ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาศักยภาพการแข่งขันที่ไม่มีนวัตกรรมเข้ามาส่งเสริมให้แข็งแกร่งเอาชนะคู่แข่งได้ ภาพรวมเหล่านี้กลับกลายเป็นปัญหาไปเสียทั้งสิ้น เมื่อกลไกข้าราชการกลับอยู่เฉยๆ เสียอีก จึงเหมือนกับเป็นการซ้ำเติมให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง
จากข้อมูลตัวเลข สถิติการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของหน่วยราชการต่างๆ คือคำฟ้องที่ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีซ้ำแล้วซ้ำเล่า และนายกรัฐมนตรีได้แปรเปลี่ยนเป็นสัญญาณที่ส่งถึงข้าราชการให้เร่งลงมือทำงาน ดังเช่นที่ได้ประกาศแยกแยะระหว่างรัฐมนตรี และข้าราชการซึ่งน่าจะหมายถึงระดับปลัดกระทรวงลงไป ขณะที่การดำเนินมาตรการกับระดับปลัดกระทรวงจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็จะเท่ากับเป็นการดำเนินงานของรัฐบาลทั้งคณะ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงก็จะต้องแสดงให้สังคมได้ประจักษ์ด้วยว่า ข้าราชการคนใดคือตัวปัญหา เพราะไม่เช่นนั้นรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีก็จะโดนครหาว่ากลั่นแกล้งข้าราชการ





