คุก5ปี'เอฟ พลอยหิน'แอบอ้างเบื้องสูงเรียกเงิน1.3ล้าน

คุก5ปี'เอฟ พลอยหิน'แอบอ้างเบื้องสูงเรียกเงิน1.3ล้าน

พิพากษา จำคุก 5 ปี "เอฟ พลอยหิน"หนุ่มราชบุรี คดีแอบอ้างเบื้องสูง หลังรับสารภาพ ลวงผู้อื่นเรียกเงิน 1.3 ล้าน ช่วยรอดคดียาเสพติด ‏

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 12 มี.ค.58 เวลา 09.30 น. ศาลสอบคำให้การจำเลยคดีหมายเลขดำ อ.868/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายเอกชัย หรือเอฟ พลอยหิน อายุ 28 ปี ชาว จ.ราชบุรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ , เรียก หรือ ยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยวิธีทุจริต หรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด และมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา 112 , 143 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ.2490 มาตรา 4,7,72

โดยคดีดังกล่าว อัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา บรรยายพฤติการณ์จำเลย สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.51 จำเลยได้อ้าง กับ น.ส.บุษกร อุ่นใจผ่านทางโทรศัพท์ว่า สามารถช่วยเหลือ นายไพฑูรย์ เนมีแสน สามี ของ น.ส.บุษกร ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำพิเศษจังหวัดราชบุรี ให้หลุดพ้นจากคดีเกี่ยวกับยาเสพติดได้ โดยจำเลยเรียกเงิน 2 ล้านบาท พร้อมนัดหมายให้ไปพบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ใน จ.ราชบุรี ขณะที่จำเลยได้แสดงตนต่อน.ส.บุษกร และบิดาของนายไพฑูรย์ ว่าจำเลยเป็นหลานของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาพระยศในขณะนั้น ทำให้เชื่อว่าจำเลยจะช่วยเหลือนายไพฑูรย์ได้จริง ต่อมาวันที่ 22 ธ.ค.51 จำเลยนัดหมายให้น.ส.บุษกร และบิดาของนายไพฑูรย์ นำเงิน 1.3 ล้านบาทไปมอบให้ที่โรงแรมโกลเด้นส์ซิตี้ จ.ราชบุรี โดยจำเลยบอกว่าจะนำเงินไปดำเนินการให้เรียบร้อย แสดงให้เห็นว่าจำเลยจะนำเงินดังกล่าวไปจูงใจเจ้าพนักงานให้กระทำผิดกฎหมาย

โดยมีเจตนาสื่อสารให้ผู้ฟังเห็นว่า จำเลยมีความใกล้ชิดกับเบื้องสูง สามารถอาศัยบารมีของพระองค์ช่วยเหลือได้ แต่เมื่อจำเลยรับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วปรากฏว่านายไพฑูรย์ไม่ได้รับการประกันตัวและถูกศาลพิพากษาจำคุก การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแอบอ้างพระราชอำนาจไปกระทำการอันเป็นการทุจริตหรือผิดกฎหมาย ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ

นอกจากนี้ จำเลยยังมีอาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยว 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนลูกซอง 11 นัด , อาวุธปืนยาวเดี่ยว แบบสไลด์แอ๊คชั่น 1 กระบอก , ปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER 1 กระบอก และซองกระสุนปืน 2 อัน , ปืนพกออโตเมติก ขนาด .38 SUPER 1 กระบอก และซองกระสุนปืน 2 อัน , ปืนพกออโตเมติก ขนาด .380 (9.มม.KURZ) 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน 2 อัน , กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด 9 มม. LUGER 13นัด , กระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .38 SUPER 17 นัด และกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .380 จำนวน 14 นัด ซึ่งเป็นของบุคคลอื่นที่อยู่ในสภาพสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ไว้ในครอบครองโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มี เหตุเกิดที่ ตำบลและอำเภอจอมบึง , ต.โคกหม้อ อ.เมือง , ตำบลและอำเภอวัดเพลง จ.ราชบุรี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ

ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัว นายเอกชัย จำเลย จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อสอบคำให้การ ซึ่งศาลอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐาน ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษา ให้จำคุก จำเลย ฐานหมิ่นเบื้องสูง เป็นเวลา 5 ปี , ให้จำคุก 2 ปี ฐานเรียกหรือยอมรับทรัพย์สินฯ และให้จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ เมื่อรวมโทษทุกความผิด ให้จำคุก จำเลย เป็นเวลา 10 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ทั้งสิ้น 5 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณพ์ ได้ควบคุมตัวจำเลย ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป