ผลสำรวจความเห็นปชช.ต่อประเด็น รธน.ใหม่ เห็นด้วยให้นายกฯมาจากการเลือกตั้ง-เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง-ให้พรรคการเมืองที่ได้ส.ส.มากสุด ตั้งรัฐบาล
ส่วน ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ให้กก.องค์กรอิสระ-ขรก.-พนง.รัฐระดับสูงเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ ควรกำหนดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ใครไม่ใปใช้สิทธิต้องมีบทลงโทษ เห็นด้วยเพิ่มกลไกปชช.มีส่วนร่วมบริหาร-การเมือง-ตรวจสอบ
นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานอนุ กมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ได้เผยแพร่เอกสารผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและข้อเสนอแนะในประเด็นที่สำคัญเพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบเป็นแนวทางการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เรื่อง “สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2558” ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 5 – 11 ม.ค. 58 โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ประชาชนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 5,800 รายทั่วประเทศ
ซึ่งได้ข้อสรุปในหลายประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางบริหารและทางการเมือง ประชาชนร้อยละ 96 เห็นด้วยกับกรณีที่ให้สิทธิประชาชผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อเสนอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น, ร้อยละ 95.2 ประชาชนควรมีสิทธิออกเสียงประชามติในเรื่องที่สงผลกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศและประชาชน, ร้อยละ 92.1 เห็นว่าประชาชนควรมีสิทธิเข้าชื่อเสนอให้จัดการออกเสียงประชามติได้, ร้อยละ 86.9 ชุมชนต้องมีสิทธิในการอนุญาตหรือยกเลิกการให้เอกชนเข้ารับสัมปทานเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน, ร้อยละ 83.2 เห็นควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิและส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะทุกขั้นตอน, ร้อยละ 81.3 ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน,
2.ประเด็นการอำนวยความยุติธรรม ประชาชนร้อยละ 97.1 เห็นควรให้มีกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนยุติธรรม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดูแลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรม, ร้อยละ 90.5 เห็นว่าควรแยกแยะบทกำหนดโทษผู้ที่ร่วมชุมนุมทางการเมือง เพื่อให้อภัยแก่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมโดยสงบ และไม่ได้ทำผิดอาญาร้ายแรง เช่น การทำร้ายร่างกาย , ทำลายทรัพย์สิน เป็นต้น, ร้อยละ 18 ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกการลงโทษด้วยประหารชีวิต
3.ประเด็นเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง,การเลือกตั้ง และการบริหาร ประชาชนร้อยละ 95.5 เห็นว่าการกำหนดนโยบายที่ใช้เงินจำนวนมากต้องระบุแหล่งที่มาของเงิน, ร้อยละ 90.6 เห็นว่าการสร้างหนี้ของประเทศต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา, ร้อยละ88.2 เห็นว่าควรมีระบบ2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา, เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง, ร้อยละ 87.6 เห็นว่าควรกำหนดโทษของการซื้อสิทธิและขายเสียงเป็นความผิดถึงขั้นจำคุก, ร้อยละ 86.9 เห็นว่าต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เครือญาติ คู่สมรสและบุตรย้อนหลัง 5 ปี, ร้อยละ 86 เห็นว่าควรให้องค์กอิสระช่วยตรวจสอบรัฐบาล ในกรณีที่มีส.ส.พรรคฝ่ายค้านไม่พอที่จะตรวจสอบรัฐบาล, ร้อยละ 85.1 เห็นว่าควรให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดในสภาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล, ร้อยละ 70.1 เห็นว่านายกฯต้องเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและมาจากการเลือกตั้ง, ร้อยละ 67.6 เห็นควรกำหนดสัดส่วนผู้แทนที่เป็นผู้หญิง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30, ร้อยละ 64.5 เห็นควรกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ หากประชาชนไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องถูกลงโทษ และร้อยละ 62.3 เห็นว่าส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
4.ประเด็นการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ประชาชนร้อยละ 94.3 เห็นว่ากรรมการองค์กรอิสระต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะทั้งก่อนและหลังเข้ารับตำแหน่ง, ร้อยละ 93.9 เห็นว่าการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระ ควรมีผู้แทนจากองค์กรวิชาชีพ องค์กรวิชาการ เอกชน สื่อมวลชนและภาคประชาชน, ร้อยละ 85.6 เห็นควรให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจเฉพาะบริหารจัดกรและออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น, 5. ประเด็นของการบริหารราชการผ่านข้าราชการประจำ ประชาชนร้อยละ 94.0 เห็นว่าข้าราชการ พนักงานของรัฐระดับสูง ในระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไปหรือเทียบเท่าต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะทั้งก่อนและหลังเข้ารับตำแหน่ง, ร้อยละ 92.6 เห็นว่าควรมีกรรมการในการพิจารณาคัดเลือก แต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการระดับสูง, ร้อยละ 90.1 ควรมีกลไกคุ้มครองสิทธิข้าราชการประจำ
นางถวิลวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ยกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแล้วเสร็จ ทางอนุ กมธ.ฯ จะนำไปประเด็นสำคัญ เช่น นายกฯ ควรมากจากบุคคลภายนอก หรือที่ไม่เป็น ส.ส. หรือไม่ ไปสอบถามประชาชนใน 4 เวที ได้แก่ วันที่ 3- 4 เม.ย. ที่จ.เชียงใหม่, วันที่ 2-3 พ.ค. ที่ จ.นครศรีธรรมราช, วันที่ 16 - 17 พ.ค. ที่จ.ขอนแก่น และวันที่ 23 - 24 พ.ค. ที่ กทม. สำหรับบุคคลที่จะเข้าร่วมเวทีรับฟังความเห็นนั้น คาดว่าจะมีผู้ร่วมเวทีละ 200 คน โดยเป็นประชาชนและตัวแทนกลุ่มบุคคลที่เคยเข้าร่วมการจัดเวทีรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญในภูมิภาคที่ใกล้เคียง





