ดีเอสไอขยายผล 6 กลุ่ม โยงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
หลังพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ลงพื้นที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินที่สูญหายไปจากบัญชีเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มาระยะเวลาหนึ่งล่าสุดได้มีการจัดประชุมทีมพนักงานสอบสวน เมื่อช่วงสายวันที่ 6 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสรุปและประมวลพยานหลักฐานที่ได้จากการลงพื้นที่รวมถึงวางแนวทางในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ และการติดตามเงินจำนวนเงินมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่หายไปจากบัญชีทางการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น
ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินดังกล่าวพบหลักฐานสำคัญคือเช็คสั่งจ่ายของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนซึ่งลงนามโดยนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 878 ฉบับ วงเงินรวม 11,367 ล้านบาท ซึ่งสั่งจ่ายให้กับกลุ่มบุคคล 6 กลุ่ม ที่มีรายชื่อปรากฏในการสั่งจ่ายเช็คจำนวนนี้ กลุ่มแรกคือ กลุ่มพระธัมมชโย เเละมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง และพระครูปลัดวิจารณ์ จำนวน 43 ฉบับ วงเงิน กว่า 932 ล้านบาท กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มญาติธรรมเเละบุคคลใกล้ชิดนายศุภชัย ศรีศุภอักษร จำนวน 27 ฉบับ วงเงิน 348 ล้านบาท , กลุ่มที่ 3 บริษัทเอสดับบลิว โฮลดิ้ง เเละนายสถาพร วัฒนาศิริกุล จำนวน 12 ฉบับ วงเงิน 272 ล้านบาท กลุ่มที่ 4 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐี จำนวน 3 ฉบับ วงเงิน 46 ล้านบาท กลุ่มที่ 5 นายวัฒน์ชานนท์ นวอิสรารักษ์ นายจีรเดช วรเพียรกุลและสหกรณ์เคดิตยูเนี่ยนรัฐประชา จำนวน 135 ฉบับ วงเงิน 2,566 ล้านบาท และ กลุ่มสุดท้ายคือ นิติบุคคลเเละการโอนเงินในประเทศเเละต่างประเทศ จำนวน658 ฉบับ วงเงิน จำนวน 7,203 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจะตรวจสอบว่าเงินจำนวนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และเมื่อมีการเบิกจ่ายแล้วเงินจำนวนนี้ถูกนำไปไหน
“อยู่ระหว่างการตรวจสอบและติดตามเส้นทางการเงินกลุ่มใหญ่ เช่น วัดธรรมกาย และพระธัมชโย ซึ่งเงินเข้าไปอยู่ในบัญชีวัดที่มีเงินมากอย่แล้ว กำลังพยายามแยกว่าเงินไปไหน ก่อนหน้านี้มีการลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบการนำเงินไปใช้ ตามที่มีการกล่าวอ้างว่าพระครูปลัดวิจารณ์ นำไปใช้ในการจัดทำ โครงการทั้งหลายใน จ.ลพบุรี แต่เงินที่เข้าออกในโครงการยังไม่สอดคล้องกับความผิดปกติเกี่ยวกับการเงินที่มีการยักยอกไประหว่างปี 2552-2555 จำนวน 119 ล้านบาท ส่วนนายสถาพรและเอสดับบลิวโฮลดิ้งรับเงินไป มีการโยกบัญชีภายในตัวเอง มีการนำเงินไปซื้อหุ้นบางตัว ซึ่งจะประสานกับ ปปง. เพื่ออายัดทรัพย์เพิ่มเติมในเร็วๆนี้" พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวะกุล ผอ.ส่วนตรวจ 2 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะพนักงานสอบสวนคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เปิดเผย
การตรวจสอบเส้นทางการเงินที่หายไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท จะทำอย่างละเอียด ซึ่งล่าสุดพบว่านอกจากจะมีการสั่งจ่ายเช็กลงนามโดยนายศุภัชัยให้กับบุคคลใน 6 กลุ่มใหญ่แล้ว ยังพบความปกติเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้ให้กับสมาชิกสมทบจำนวน 27 ราย เป็นเงิืนรวมกันกว่า 400 ล้านบาท
“พนักงานสอบสวนได้ตรวจดูแล้วมีความผิดปกติของสัญญากู้จำนวน 27 สัญญาที่มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกสมทบ เป็นเงินรวมกันกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งแม้จะมียอดเงินกู้ในแต่ละสัญญาค่อนข้างสูงแต่กลับไม่พบว่ามีการลงลายมือชื่อผู้กู้ในตัวสัญญาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งต้องตรวจสอบว่าสัญญาเงินกู้จำนวนนี้เป็นสัญญาเงินกู้ที่ทำกันขึ้นจริง หรือเป็นการปลอมแปลงขึ้นโดยคนบางกลุ่ม" พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หนึ่งในคณะทำงานตรวจสอบกรณีการยกยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กล่าว
ในการตรวจสอบเส้นทางการเงินครั้งนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ยังพบความผิดปกติเกี่ยวกับบัญชีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ก่อนปี 2552 อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าบัญชีที่ตรวจพบมีการยักยอกเงินเพิื่มเติมหรือไม่อย่างไร หรือเป็นเพราะความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการจัดทำบัญชี ซึ่งหากพบว่ามีการยักยอกเงินไปก็จะต้องเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หากพบการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับเงินที่มีการโอนย้ายออกจากบัญชีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งมีปลายทางไปอยู่ในบัญชีของวัดพระธรรมกาย พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดเพื่อแยกแยะให้ได้ว่า เงินที่เข้าบัญชีวัดธรรมกายนั้นเป็นเงินที่โอนมาจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น หรือเป็นเงินที่ได้จากการรับบริจาค หากพบข้อพิรุธหรือข้อสงสัยหรือใครเกี่ยวข้องจะออกหมายเรียกเพื่อให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนทันที
ส่วนการออกหมายเรียกพระธรรมชโย และกลุ่มพระในวัดพระธรรมกาย ก่อนหน้านี้ พนักงานสอบสวนได้กำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าให้ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม เป็นต้่นไป โดยยังไม่ได้กำหนดว่าจะให้ใครเข้าพบเพื่อให้ข้อมูลภายในวันและเวลาใด ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจากพระธรรมชโย และพระในวัดธรรมกายที่เกี่ยวข้องว่าจะมีใครเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือไม่ อย่างไรตามหลังจากถึงกำหนดแล้วหากยังไม่มีใครเดินทางเข้าให้ข้อมูลพนักงานสอบสวนจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ





