(รายงาน) "ป.ป.ช.-38อดีตส.ว." โต้เดือด ปมลงมติ "ร่างรัฐธรรมนูญปลอม"
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนอดีต 38 ส.ว.ออกจากตำแหน่งกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.โดยมิชอบ ซึ่งเป็นการตอบข้อซักถามโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ซักถาม ที่มีนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธานกมธ. โดยสมาชิกได้ยื่นญัตติซักถาม 18 คำถาม แบ่งเป็นการถามคู่กรณี คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหา 13 คำถาม และอดีต 38 ส.ว. ผู้ถูกกล่าวหา 5 คำถาม และได้เชิญตัวแทนฝ่ายป.ป.ช.คือ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช. และตัวแทนฝ่ายอดีต 38 ส.ว. เข้าชี้แจง
จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการซักถาม โดยกมธ.ซักถามได้ถามป.ป.ช.ว่า เหตุใดป.ป.ช.ยังเสนอเรื่องถอดถอน 38 ส.ว. มายังสนช. ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกยกเลิกด้วยประกาศคสช. และกรณีคุณสมบัติของ นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป.ป.ช ที่ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท องค์การเภสัชกรรม ภายในเวลาที่กำหนด หลังได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการป.ป.ช.ถือว่า องค์ประกอบคณะกรรมการป.ป.ช. ยังถูกต้องหรือไม่
รวมถึงกรณี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ที่เข้าร่วมประชุมกรรมการป.ป.ช. ก่อนได้รับโปรดเกล้าฯ ในวันที่ 9 ก.ย.2557 มีความถูกต้องหรือไม่ ตลอดจนขอให้ระบุว่า ความผิดของอดีต 38 ส.ว.มีฐานความผิด แบ่งเป็นกี่กลุ่ม เหตุใดจึงเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาที่ว่า ไม่ทราบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ลงมติกับฉบับที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขเป็นคนละฉบับกัน ฟังไม่ขึ้น
นายวิชัย ตอบข้อซักถามว่า แม้การบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2550 จะสิ้นสุดลงแต่คำร้องได้ร้องตามพ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี 2542 ที่ยังบังคับใช้อยู่ เสียงข้างมากของคณะกรรมการป.ป.ช.จึงเห็นว่าต้องดำเนินการต่อไป ส่วนที่ต้องส่งเรื่องการถอดถอนมาให้สนช.พิจารณาทั้ง ๆ ที่อดีตส.ว.พ้นจากตำแหน่งไปแล้วนั้น เป็นเพราะกระบวนการถอดถอนไม่ใช่ถอดถอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกระบวนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ซึ่งเป็นผลสืบเนื่อง สำหรับ
กรณีนายภักดี นั้น นายภักดี ได้แสดงเจตนารมณ์ลาออกในเวลาที่กำหนดคือ ก่อนวันที่ 6 ต.ค.2549 ถือว่ามีผลโดยสมบูรณ์แล้ว แม้ว่ากระบวนการจดทะเบียนทางธุรกรรมจะไปทำในภายหลังก็ไม่มีผลอะไรแล้ว เพราะการลาออกมีผลตั้งแต่แสดงเจตนา อีกทั้งการไปดำรงตำแหน่งบอร์ดก็เป็นไปในนามของหน่วยราชการ ส่วน
กรณี น.ส.สุภา เข้าร่วมลงมติในสำนวนการประชุมคดีอดีต 38 ส.ว.ในครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2557 หลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2557 แต่ที่มีชื่อของ น.ส.สุภา อยู่ในสำนวนการประชุมป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2557 เป็นเพียงแค่มีชื่ออยู่ในใบปะหน้าของสำนวน ซึ่งน.ส.สุภา ไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่เจ้าหน้าที่ ไม่ได้แก้ไขให้ถูกต้อง เป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำถูกต้องทุกอย่าง
นายวิชัย ชี้แจงต่อว่า สำหรับฐานความผิดของอดีต 38 ส.ว.คือ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ไม่มีข้อหาอื่น มีพฤติการณ์ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.ทั้งที่รู้ว่า เป็นคนละฉบับกับร่างที่เข้าชื่อเสนอแก้ไขบทที่เป็นความผิดโดยตรงคือ มาตรา 58 ของพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี 2542 โดยคนที่ลงมติในแต่ละมาตรา ย่อมทราบดีว่า เป็นร่างจริงหรือร่างสอดไส้ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความสำคัญยิ่งยวดต่อระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีการรับรู้โดยทั่วกัน ต้องแจกจ่ายร่างแก้ไขให้ฝ่ายค้านทราบ เพื่อถ่วงดุลเสียงข้างมาก การอ้างว่า ไม่ทราบว่าร่างฉบับที่ลงมติเป็นร่างแก้ไขใหม่จึงฟังไม่ขึ้น
เรื่องสำคัญที่ ป.ป.ช. วินิจฉัย คือการที่ร่างรัฐธรรมนูญที่เข้าชื่อเสนอขอแก้ไขกับฉบับที่มีการลงมติเป็นคนละฉบับกัน และไม่ได้มีการแจกจ่ายให้สมาชิกคนอื่นได้รับทราบถือว่าไม่ถูกต้อง
ต่อมาเป็นการซักถามฝ่าย 38 อดีตส.ว.ในฐานะผู้ถูกกล่าวว่า โดย นายวิทยา อินาลา อดีตส.ว.นครพนม ชี้แจงยืนยันว่า ร่างที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญและใช้ในการพิจารณามีร่างเดียวไม่ใช่เอกสารปลอม แต่เป็นร่างที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทยและสมาชิกรัฐสภา 308 คนได้ยื่นแก้ไข แต่ก่อนที่ประธานสภาฯ จะบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมนายอุดมเดช ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมจาก 12 มาตรา เป็น 13 มาตรา จึงถือว่าเป็นร่างเดียวกัน โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามกระบวนการนิติบัญญัติที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2475 กว่า 80 ปีแล้ว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็มีตัวอย่างอยู่แล้ว เช่น ร่างพ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม และร่างพ.ร.บ.การค้า พ.ศ...
นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตส.ว.นนทบุรี ชี้แจงว่า ไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์แต่อย่างใด เพราะทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 อีกทั้งเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วพวกตนทั้ง 38 คน จะลงรับสมัครเลือกตั้งส.ว.หรือไม่ ซึ่งถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จองค์ประกอบไม่ครบ
ส่วนที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีเจตนาเพื่อตัวเองหรือไม่ในการกำหนดให้ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการสรรหานั้น การที่ ปป.ช. กล่าวโทษก็ได้มีการอ้างศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนได้ชี้แจงไปแล้วว่าศาลรัฐธรรมไม่รับวินิจฉัยมาตรา 68 โดยระบุว่ารัฐธรรมนูญปี 50 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งการที่ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้สนช.ดำเนินการถอดถอน เพราะอาศัยคำสั่งของแต่คสช. ที่ให้ป.ป.ช.คงอยู่ไว้เพื่อให้ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาระบบ ไม่ได้หมายว่าให้เอาเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเข้าสู่การพิจารณา และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือว่าผูกพันทุกองค์กร


