พนักงานสอบสวนดีเอสไอเชื่อ“ธัมมชโย” จะเข้าพบตามหมายเรียก และกลุ่มพระในวัดพระธรรมกายที่มีรายชื่อปรากฎรับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน
พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ บอกว่า ขณะนี้ทางคณะทำงานอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น กับพวกรวม 8 คน ยักยอกทรัพย์ สหกรณ์ยูเนี่ยน คลองจั่น มีมูลค่าความเสียหายกว่า 16,000 ล้านบาท หลังที่ดีเอสไอได้แบ่งการทำงานออกเป็น 5 ชุด ในการตรวจเช็ค 878 ฉบับ ที่จ่ายโดยนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เบื้องต้นได้มีการสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ ไปแล้วกว่า 100 ปากเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศ ไปแล้ว
หลังจากนี้จะทำการสอบปากคำเจ้าหน้าที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลระบบบัญชีของสหกรณ์ทั่วประเทศ และเตรียมสอบปากคำ "พระธัมมชโย" และกลุ่มพระในวัดพระธรรมกายที่มีรายชื่อปรากฎรับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำนวน 15 ฉบับ เป็นเงินกว่า 800 ล้านบาท โดยจะให้ชี้แจงในประเด็นที่มีในการรับเช็คจากสหกรณ์ ที่มาที่ไปของเงินจำนวนนี้ รวมทั้งนำเงินไปใช้วัตถุประสงค์ใด โดยหากไม่มาตามหมายเรียกก็จะมีการออกหมายเรียกซ้ำอีกครั้ง หากยังไม่มาพบอีกก็จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่เชื่อว่า “พระธัมมชโย” น่าจะเข้ามาให้ปากคำตามหมายเรียก โดยมีกำหนดตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.นี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังออกหมายเรียกนิติบุคคล บริษัท ห้างร้าน ที่มีชื่อรับเช็คจากสหกรณ์ฯในช่วงปี 2552-2555 ที่นายศุภชัยเป็นประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ฯและเป็นผู้สั่งจ่ายให้ เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอด้วย
ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 3 ยังบอกว่า สำหรับการดำเนิดคดีในข้อหาฟอกเงินนั้นทางพนักงานสอบสวนจะต้องตรวจสอบและดูเจตนาเป็นหลัก เพราะผู้รับเงินต้องรู้ว่าเงินเหล่านี้เป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการฉ้อโกงมาหรือไม่
พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวด้วยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามารื้อคดีนี้ใหม่เพราะเห็นว่าคดีนี้มีความสำคัญและมีจำนวนเงินสูงมากและเกี่ยวข้องกับสมาชิกผู้ฝากเงินจำนวนมาก ซึ่งพนักงานสอบสวนชุดเดิมเริ่มทำคดีนี้เป็นคดีพิเศษเมื่อปี 2556 ในข้อกล่าวหา “ยักยอกทรัพย์” พนักงานสอบสวนจึงพิจารณาเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ ส่วนผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้ดำเนินคดี จากนั้นก็มีการร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มอีก 2 คดี ในข้อหา “ฉ้อโกงเงินประชาชน” ซึ่งมูลหนี้หรือ ทรัพย์สินที่ฉ้อโกงเชื่อมโยงกับคดีแรก จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณากันใหม่ ต้องทำการตรวจสอบเส้นทางการเงิน





