ครม.ไฟเขียวตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เริ่มเปิดรับสมาชิกเดือนมิ.ย.นี้ จ่ายสมทบขั้นต่ำ 600 บาท/ปี เป้าหมายแรงงานนอกกว่า 30 ล้านคน
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อเป็นระบบประกันสังคมให้กับผู้ที่อยู่นอกระบบกว่า 30 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งมีรูปแบบเหมือนกองทุนประกันสังคมและกองทุนอื่น โดยรัฐจะจ่ายเงินสมทบส่วนหนึ่งเข้ากองทุน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจากนี้ไปกระทรวงการคลัง ต้องไปจัดทำข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่เป็นสาระสำคัญของการดำเนินการกองทุนรวมทั้งสิ้น 7 ฉบับให้แล้วเสร็จ คาดสามารถดำเนินการได้ภายในเดือนมิ.ย.นี้
กองทุนดังกล่าว จะเริ่มดำเนินการได้ โดยคาดว่า ช่วง 5 ปีแรก จะมีสมาชิกเข้าร่วมกองทุน กอช.ประมาณ 3 ล้านคน จากจำนวนแรงงานนอกระบบทั้งหมด 39 ล้านคน คิดเป็นเงินที่รัฐต้องจ่ายสบทบ 2,704 ล้านบาท จากวงเงินที่รัฐต้องจ่ายทั้งหมด 22,537ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.18% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมาย7 ฉบับ ที่ต้องออกภายใต้พ.ร.บ.กองทุนฯ พ.ศ.2554 คือ ร่างกฎกระทรวงกำหนดการเป็นสมาชิกกองทุน หรืออยู่ในระบบบำนาญอื่น ที่ไม่มีสิทธิเป็นสมาชิกกองทุนฯ โดยผู้เข้าเป็นสมาชิก กอช. ต้องไม่เป็นบุคคล ที่เป็นสมาชิกกองทุน หรืออยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานอื่นที่มีเงินสมทบจากนายจ้างเพื่อการชราภาพ ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติ ของผู้รับมอบหมายให้จัดการเงินของกองทุนฯ
กำหนดการจ่ายเงินแบบขั้นบันได3ช่วง
ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราการจ่ายเงินสะสมและเงินสมทบ ให้สมาชิกจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนปีละไม่เกิน 13,200 บาท และรัฐบาลจ่ายเงินสมทบตามอายุสมาชิก มีการจ่ายเงินไว้แบบขั้นบันได 3 ช่วง คือ อายุ 15-30 ปี รัฐจ่ายให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี อายุ 30-50 ปี รัฐจ่ายให้ 80%ของเงินสะสม แต่ต้องไม่เกิน 960 บาทต่อปีและ อายุมากกว่า 50 ปี แต่ไม่เกิน 60 ปี รัฐจะสมทบจ่ายให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาทต่อปีนอกจากนี้ยังมีร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำนาญและจำนวนเงินบำนาญขั้นต่ำ ให้เพียงพอกับการจ่ายบำนาญให้แก่สมาชิกได้ จนถึงอายุครบ 80 ปีบริบูรณ์ ร่างกฎกระทรวงกำหนด วิธีการจ่ายเงินให้กับสมาชิก หรือผู้รับบำนาญ หรือผู้รับเงินดำรงชีพ ตามมาตรา 40ของกฎหมายว่าด้วยกองทุนฯ ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการเงินของกองทุนฯ
สุดท้ายเป็นร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชย กำหนดให้กองทุนจ่ายเงินชดเชยจากบัญชีเงินกองกลางให้แก่สมาชิก ส่วนในข้อกฎหมายของพ.ร.บ.ดังกล่าว ยังกำหนดให้ผู้ที่มีอายุ 50ปีบริบูรณ์ขึ้นไปมีสิทธิเป็นสมาชิกต่อไปได้อีก 10 ปีนับแต่วันที่เป็นสมาชิก เพื่อให้ผู้ที่มีอายุมากที่สมัครในช่วงปีแรก ได้มีระยะเวลาในการออมมากขึ้น โดยรัฐบาลจะไม่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำหรับเงินสะสมที่โอนมาดังกล่าว เนื่องจากได้รับเงินสมทบจากกองทุนประกันสังคมแล้ว
เริ่มเปิดรับสมัครสมาชิกเดือนมิ.ย.
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดระบบการทำงานและการเปิดรับสมัครเลขาธิการ กอช. คาดว่า กระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ และจะเปิดรับสมัครสมาชิกเข้า กอช. ภายในเดือนมิ.ย.นี้
“การดำเนินการจัดตั้ง กอช.นี้ เพื่อให้แรงงานที่อยู่ระบบ 25 ล้านคน ได้มีโอกาสสะสมเงินออมตั้งแต่วัยทำงานและมีรายได้ในลักษณะเงินบำนาญ(จ่ายทุกเดือน)จนเสียชีวิต โดยเฉพาะแรงงานที่อยู่นอกระบบ เช่น พ่อค้าแม่ค้า หาบเร่แผงลอย วินมอเตอร์ไชค์ รับจ้าง เป็นต้น” เขากล่าว
ขยายเวลาสะสมเงินเข้ากอช.เพิ่มอีก10ปี
นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เนื่องจาก กอช.เพิ่งเริ่มจัดตั้งกองทุน ทำให้สมาชิกที่มีอายุเกินกว่า 50 ปี มีเงินสมทบและสะสมน้อยมาก จึงทำให้รายได้จากการรับเงินบำนาญไม่เพียงพอ กระทรวงการคลัง จะขยายระยะเวลาการสะสมเงินเข้ากอช.เพิ่มให้อีก 10 ปี เช่น ปัจจุบันมีอายุ 55 ปี ก็จะจ่ายเข้ากองทุนไปจนถึง 65 ปี หรืออายุ 59 ปี ก็จะจ่ายไปจนถึงอายุ 69 ปี เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่สมาชิกในการออมเงิน
เมื่อรัฐบาลได้จ่ายเงินสมทบให้แก่ กอช. หรือกองทุนประกันสังคมกองทุนฯใด กองทุนฯ หนึ่งแล้ว สมาชิกต้องตัดสินใจใช้สิทธิ์เลือกเข้าเป็นสมาชิกเพียงกองทุนฯ เดียว เพราะรัฐบาลจะไม่จ่ายเงินสองต่อหรือทั้งสองกองทุนฯ
สำหรับการเปิดรับสมัครสมาชิกผู้ออมผ่านมาตรา 40 กองทุนประกันสังคมเข้ามาอยู่ในกอช.นั้น กระทรวงการคลังกำหนดให้เป็นการเปิดรับสมัครโดยสมัครใจ หากมีรายใดปฏิเสธก็สามารถขอรับเงินก้อนจากประกันสังคมได้
สมาชิกประกันสังคมโอนเข้า1ล้านราย
ทั้งนี้จำนวนสมาชิกผู้ออมผ่านมาตรา 40 กองทุนประกันสังคม ที่เข้าข่ายสามารถโอนมาอยู่ใน กอช. ได้ประมาณ 1 ล้านคน มีวงเงินสมทบรวม 2 พันล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังคาด ส่วนใหญ่สมาชิกจะย้ายมาอยู่ใน กอช. และเมื่อรวมกับสมาชิกใหม่แล้ว จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาอยู่ในกอช.ปีแรก 1 ล้านคน และเฉลี่ยสมาชิกใหม่รายปีอีกปีละ 1 ล้านคน
เมื่อพิจารณาจากจำนวนอายุผู้ออมผ่านมาตรา 40 กองทุนประกันสังคมพบว่า คนส่วนใหญ่หรือ 75% จากจำนวนสมาชิกกว่า 1 ล้านคน มีอายุเกินกว่า 50 ปี ส่วนที่เหลืออายุต่ำกว่า 50 ปี สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่มักจะไม่มีการออมตั้งแต่วัยทำงาน
สำหรับประโยชน์ตอบแทนที่สมาชิกจะได้รับ หากสมาชิกส่งเงินออมได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด สมาชิกจะได้รับบำนาญรายเดือนจนตลอดชีวิตเมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปีเป็นต้นไป หากสมาชิกเกิดเหตุทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี จะมีสิทธินำเงินในส่วนที่สมาชิกได้ออมไว้มาใช้ก่อนได้ ส่วนเงินสมทบจากรัฐจะนำมาจ่ายบำนาญเมื่ออายุครบ 60 ปีขึ้นไป
ระบุไม่ต้องลาออกจากสมาชิกสังกัดเดิม
ส่วนสมาชิก ที่มีความจำเป็นต้องลาออกจากกองทุน จะได้รับคืนเฉพาะเงินที่ได้ออมไว้โดยไม่ได้รับเงินสมทบ อย่างไรก็ดี กรณีนี้สมาชิกจะกลับเข้ามาเป็นสมาชิกของกองทุนได้อีกตามความสมัครใจ และหากสมาชิกเสียชีวิตกองทุน จะจ่ายเงินที่เหลืออยู่ในบัญชี ให้แก่ผู้ที่สมาชิกได้แจ้งชื่อไว้ หรือให้แก่ทายาทของสมาชิก
นอกจากนี้ สมาชิกไม่จำเป็นต้องลาออกจากกองทุน หากสมาชิกได้งาน หรือเป็นสมาชิกของกองทุนอื่น เช่น ประกันสังคม ,กองทุนกบข.,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนการออมเพื่อการชราภาพอื่นๆ โดยสมาชิกยังคงความเป็นสมาชิก และมีสิทธิส่งเงินสมทบเข้า กอช. ได้ แต่รัฐจะไม่ใส่เงินสมทบให้ และเงินที่สะสมในช่วงเวลาดังกล่าว จะไม่ถูกนำมาคำนวณรวมเป็นเงินบำนาญ อย่างไรก็ดี ในกรณีที่สมาชิกออกจากงานและมาเป็นแรงงานนอกระบบอีกครั้ง สมาชิกสามารถกลับเข้ากอช.ได้โดยส่งเงินสะสม และได้รับเงินสมทบจากรัฐเช่นเดิม
เงินสะสมไม่ต้องส่งเท่ากันทุกเดือน
สำหรับการส่งเงินสะสมของสมาชิกนั้น สมาชิกไม่จำเป็นต้องส่งเงินสะสมทุกเดือน และ ไม่จำเป็นต้องส่งเงินจำนวนเท่ากันทุกเดือน นอกจากนี้ ในปีใดที่สมาชิกไม่สามารถนำส่งเงินสะสมได้ กอช.ยังคงสิทธิ์ความเป็นสมาชิกและคงบัญชีรายบุคคลของสมาชิกไว้ แต่หากสมาชิกไม่ได้ส่งเงินสะสม รัฐก็จะไม่ใส่เงินสมทบให้
ส่วนจะส่งเงินสะสมมากกว่าปีละ 13,200 บาท ได้หรือไม่นั้น เนื่องจากรัฐบาลจะค้ำประกันผลตอบแทนให้สมาชิก กอช. ทุกคน โดยคิดคำนวณอัตราผลประโยชน์ให้ไม่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน เฉลี่ยของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรและธนาคารพาณิชย์ใหญ่ 5 แห่ง ดังนั้น สมาชิกจะมีสิทธิ์ออมได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ จะมีการทบทวนเพดานเงินสะสมและเงินสมทบทุก 5 ปี ตามความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ





