เลขาธิการ ปปง. เตรียมสอบที่ตั้งสถานที่ที่วัดพระธรรมกายอ้างนำเงินจากสหกรณ์ฯ ไปก่อสร้างว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์จริงหรือไม่
พร้อมติดตามเส้นทางการเงินเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ "สหกรณ์-วัด" ทั้งหมด "พระพุทธะอิสระ" แจ้งความดำเนินคดี "มส.-พระธัมมชโย" หลายข้อหา ชี้นี่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในศาสนาพุทธ ขณะที่รองโฆษกอัยการนำกรณีถอนฟ้องพระธัมมชโยเมื่อปี 49 หารืออัยการสูงสุดวันนี้
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวเมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) ถึงกรณีที่คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธรรมคณะกรรมการฯ เสนอให้ ปปง. ดำเนินคดีทางแพ่งและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้รับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ว่า ปปง.พร้อมดำเนินงานตามที่ สปช.เสนอ โดยจะเร่งรวบรวมหลักฐานแต่เนื่องจากคดีมีความสลับซับซ้อนและมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนทำให้ต้องใช้ระยะเวลาตรวจสอบพอสมควร
เขากล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ สปช.แนะนำให้ ปปง.ตรวจสอบที่ตั้งของสถานที่วัดพระธรรมกายอ้างว่านำเงินที่ได้รับจากสหกรณ์ฯ ไปก่อสร้างเป็นที่ธรณีสงฆ์ ทำให้ ปปง.ไม่สามารถอายัดได้ว่าเป็นพื้นที่ธรณีสงฆ์จริงหรือไม่ โดยปปง.ขอเวลาตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง และจะต้องจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปเดินสำรวจที่ดินว่าเป็นพื้นที่จุดใดให้ชัดเจน ก่อนเสนอคณะกรรมการธุรกรรมดำเนินการตามขั้นตอน
เมื่อถามถึงการติดตามเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกเหนือจากวัดพระธรรมกาย หลังมีชื่อมูลนิธิรัฐประชา และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมงคลเศรษฐีได้รับเงินด้วย เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า การตรวจสอบของ ปปง.ไม่ได้เน้นว่า เป็นเครือข่ายหรือกลุ่มบุคคลใดแต่ต้องตรวจสอบทุกรายที่มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเอาผิดครอบคลุมทุกราย
"พุทธะอิสระ"แจ้งจับ"ธัมมชโย-มส."
พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ให้ดำเนินคดีกับ พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในประการที่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย, แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ หรือนักบวชในศาสนาโดยมิชอบ และข้อหาฉ้อโกง โดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความซึ่งควรแจ้ง โดยการหลอกลวงนั้นได้มาซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 208 และ 341
นอกจากนี้พระพุทธะอิสระยังแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าคณะปกครอง คือ เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ และเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานในประการที่อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 157 และให้ดำเนินคดีกับ มส. ฐานไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 15 (ตรี) คือไม่ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม ไม่รักษาหลักพระธรรมวินัย
พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า มาแจ้งความกรณีที่พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิกตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.2542 แต่ยังคงแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ฉ้อโกงประชาชน หลอกเอาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยเจ้าคณะปกครองและ มส. กลับเพิกเฉย ไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ แต่ มส.กลับหลีกเลี่ยงที่จะสั่งพระธัมมชโยให้สึก โดยแค่เรียกทรัพย์สินคืน แล้วอ้างว่าไม่เจตนา ต่อมาก็มีการคืนตำแหน่งการปกครองให้แก่พระธัมมชโย จนต่อมาในปี 2554 พระธัมมชโยบังอาจขอพระราชทานสถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์ ระดับพระราชาคณะชั้นเทพ การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ละเมิดพระธรรมวินัย และบิดเบือนพระธรรมวินัย
พระพุทธะอิสระ กล่าวอีกว่า การที่ มส.บังอาจนำรายชื่อบุคคลที่ไม่ใช่พระ ไปเพ็ดทูลต่อเบื้องสูง ถือเป็นการหมิ่นประมาทเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกทั้งพฤติกรรมของ มส.และเจ้าคณะปกครอง รวมทั้งวัดพระธรรมกาย ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย
"มส.กระทำการเหมือนให้สังคมเข้าใจผิดว่าได้กระทำไปหมดแล้วไม่มีอะไรต้องทำแล้ว แต่จริงแล้วทำแค่ในประเด็นคืนทรัพย์ แต่ประเด็นที่ต้องบังคับให้สึกพระธัมมชโยยังไม่ได้ทำ สรุปคือ มส.ก็โกหกเหมือนเดิม" พระพุทธะอิสระ กล่าว
พระพุทธะอิสระ กล่าวด้วยว่า ที่มาเคลื่อนไหวไม่ได้มาเพื่อปกป้ององค์กรสงฆ์ใด แต่กำลังปกป้องพระธรรมวินัย ไม่สนใจว่ามหานิกาย หรือธรรมยุตจะล่มสลาย แต่พระธรรมวินัยต้องอยู่ได้ เพราะอยู่มา 2,600 ปีแล้ว และยังต้องอยู่ต่อไปเพื่อเป็นหลักชัย หลักคิด หลักธรรมของอนุชนคนชั้นหลัง ของพระสงฆ์ในอนาคต
"เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในประเทศไทย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับองค์กรระดับโลกเลย เป็นเรื่องที่เราต้องชำแหละ ต้องประจานใครมาหาว่า ฉันเอาเรื่องของพระสงฆ์มาสาวไส้ให้กากิน แต่จริงแล้วนี่คือธรรมเนียมการปฏิบัติของศาสนาพุทธ เพราะพระสงฆ์ต้องปลงอาบัติเช้า-เย็น ต่อหน้าพระสงฆ์ เพื่อให้คนรู้ว่าตัวเองนั้นผิดจะได้หาวิธีแก้ไข นี่คือธรรมเนียมของอริยวินัย การประจานความผิดของคณะสงฆ์ไม่ได้กระทำผิดวินัย แต่มันตรงธรรมตรงวินัยด้วย" พระพุทธะอิสระ กล่าว
ขอตรวจคำสั่งถอนฟ้องพระธัมมชโยวันนี้
นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวเมื่อวานนี้ (2 มี.ค.) ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบสำนวนคดีที่ นายพชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด เคยมีคำสั่งถอนฟ้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเอาทรัพย์สินไปเป็นของตนโดยทุจริต เมื่อปี 2549 ว่า เนื่องจากคดีนี้มีสื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจ สอบถามกันเข้ามามาก โดยภายในเช้าวันนี้ (3 มี.ค.) จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เพื่อขออนุญาตตรวจดูสำนวนคดีก่อนที่จะมีการชี้แจงในรายละเอียดต่อไป
ทั้งนี้เมื่อตรวจดูสำนวนแล้วก็จะทราบถึงเหตุผลในคำสั่งของอดีตอัยการสูงสุด เพราะก่อนการจะลงนามในครั้งนั้น จะต้องมีการอธิบายถึงเหตุผลในคำสั่งที่ออกไป
ขณะที่นายวันชัย สร้อยทอง อัยการอาวุโส อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา และอดีตประธานคณะทำงานอัยการคดีฟ้องพระธัมชโย กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์รายละเอียดในเรื่องการถอนฟ้องปี 2549 โดยระบุว่าเป็นข้าราชการประจำการให้ข่าวจะต้องมีขั้นตอน
พระร้องสปช.ถูกปลดโดยมิชอบ
วันเดียวกัน พระครูวิโรจน์ธรรมานุกูล อดีตเจ้าอาวาสวัดกะทิง ต.พลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. เพื่อขอความเป็นธรรม กรณีถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกะทิงอย่างไม่เป็นธรรม
พระครูวิโรจน์ธรรมานุกูล กล่าวว่า ต้องการขอความเป็นธรรมที่ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าอาวาส โดยถูกกล่าวหาว่านำเงินของวัดไปใช้จ่ายโดยมิชอบและละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ซึ่งได้ทำเรื่องอุทธรณ์ร้องทุกข์ขอแก้ข้อกล่าวหาแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณา จึงมองว่าคณะสงฆ์ จ.จันทบุรี ได้ทำการสอบสวนอย่างเร่งรัดและรีบด่วนเกินไปจึงต้องมาขอความเป็นธรรมต่อ สปช.
นายไพบูลย์ กล่าวว่า อดีตเจ้าอาวาสวัดกะทิง ได้เล่ากระบวนการสอบสวนดังกล่าวให้ฟัง พบว่าหลายอย่างไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ และยังเห็นถึงปัญหาโครงสร้าง รูปแบบที่มีเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะตำบล ที่เป็นผู้พิจารณามีอำนาจรวมศูนย์ อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการให้ความเป็นธรรมต่อสงฆ์ ดังนั้นควรต้องนำไปสู่การติดตามหาข้อเท็จจริง ซึ่งขอรับเรื่องนี้ไปพิจารณาต่อไป
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในวันอังคารที่ 10 มี.ค. จะมีการสัมมนารับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ และประชาชน รวมถึงนักวิชาการ แสดงความเห็น และมาตรการปฏิรูปคณะสงฆ์ เพื่อหาแนวทางการปฏิรูปคณะสงฆ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา โดยการสัมมนาจะจัดอย่างน้อย 3 ครั้ง เพื่อให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน ก่อนสรุปและนำเสนอรายงานต่อ สปช.ต่อไป





