“เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย” ยื่นหนังสือเสนอนายกฯ ตั้ง 3 คกก.ย่อย ทำงานคู่ขนาน ร้อง ชื่อ ประสงค์-ปานเทพ หลุด คกก.ร่วม
เมื่อเวลา 10.00น. เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย นำโดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยระบุเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคประชาชน 3 คณะและแจ้งตัวแทนผู้ประสานงานกับภาครัฐของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ผ่านนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษาม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายปานเทพ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการเลื่อนเปิดสัมปทานปิโตรเลียม รอบที่ 21ออกไปก่อน นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยของภาครัฐและประชาชนเพื่อให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วม ซึ่งเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทยขอเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการย่อยขึ้นอีก 3 ชุด เพื่อให้ทำงานคู่ขนาน และป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต โดยคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด จะต้องมีสัดส่วนระหว่างภาครัฐกับประชาชนเท่ากัน เพื่อสามารถเสนอความคิดเห็นของทั้งสองฝ่าย ให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจ และการที่ระบุว่าให้เป็นหน้าที่ของสนช.ในการแก้ไขกฎหมาย เครือข่ายฯ มองว่าสนช.จะดำเนินการเฉพาะในส่วนกฎหมาย จึงยังไม่ครอบคลุมการบริหารจัดการ ดังนั้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวนั้นทำให้รัผบกับประชาชนได้เจอโดยตรง และครอบคลุมทุกประเด็น
โดยคณะกรรมการย่อย 3 ชุดนั้นประกอบด้วย 1.คณะกรรมการว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียม ที่ประกอบด้วย ภาครัฐ ประชาชน และกลุ่มทุน เน้นจัดโครงสร้างราคาพลังงานใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความเดือดร้อนของประชาชน 2.คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน อาทิ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ร.บ.จัดเก็บภาษีปิโตรเลียม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะดูแลในส่วนกฎระเบียบและประกาศอื่น ๆ ที่อาจยังไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
และ 3.คณะกรรมการร่วมที่ประกอบด้วยภาครัฐและประชาชนเพื่อบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศ ทั้งในส่วนของแหล่งพลังงาน ที่คืนสัมปทานแล้วรวมทั้งแหล่งพลังงานอื่น ๆ เพื่อให้มีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด
นายปานเทพ กล่าวว่า แม้จะมีการเลื่อนการเปิดสัมปทานออกไป แต่เมื่อนายกรัฐมนตรี เห็นว่าทุกฝ่ายควรมีความรับผิดชอบร่วมกัน จึงเสนอให้มีการสำรวจพื้นที่ ที่ติดกับสัมปทานแปลงเดิม โดยเบื้องต้น ประกอบด้วย 13 แปลง แบ่งเป็นบนบก 6 แปลง และในทะเล 7 แปลง ซึ่งการสำรวจดังกล่าวควรแยกออกมาจากระบบสัมปทาน และใช้การจ้างสำรวจ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสำรวจให้แล้วเสร็จได้ใน 6 เดือน เพราะจะทำให้รัฐรับทราบข้อมูลก่อนที่จะมีการตัดสินใจออกไป
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า จากข้อยุติในเวทีกลางแสดงความคิดเห็นด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมจากฝ่ายรัฐบาลและประชาชน ซึ่งฝ่ายประชาชนได้มีการแจ้งรายชื่อบุคคล ในวันที่ 23 ก.พ. โดยมีน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นหัวหน้าคณะภาคประชาชน และมีนายปานเทพ เป็นผู้ประสานงาน แต่ต่อมาวันที่ 25 ก.พ. ได้มีหนังสือเชิญเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการร่วมในชุดดังกล่าว แต่พบว่าชื่อของน.ต.ประสงค์ และนายปานเทพ หายไปซึ่งอาจจะเกิดความผิดพลาดในการดำเนินการ จนอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด และส่งผลเสียต่อนายกรัฐมนตรี ที่อาจถูกมองว่ามีความพยายามในการแทรกแซง การกำหนดตัวแทนของภาคประชาชน และอาจทำลายบรรยากาศความจริงในการหาทางออกให้กับประเทศ จึงขอให้ภาครัฐประสานงานกับภาคประชาชนอย่างใกล้ชิด และเคารพการตัดสินใจในการส่งตัวแทนของภาคประชาชน
ด้านนายกมล กล่าวว่า จะดำเนินการประสาน และยื่นหนังสือดังกล่าวไปยังม.ล.ปนัดดา เพื่อดำเนินการในข้อเสนอ ส่วนรายชื่อคณะกรรมการร่วมที่อาจเกิดข้อผิดพลาดนั้นคณะทำงานจะประสานไปยังกระทรวงพลังงานอีกครั้งเพื่อตรวจสอบ รวมทั้งนัดหมายเพื่อกำนดวันเวลา ในการหารือถึงการตั้งคณะกรรมการย่อยตามที่ได้เสนอมา





