วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เพิ่มอำนาจฝ่ายค้านตรวจสอบล็อกเก้าอี้รองปธ.-กมธ.ปปช.และงบ

กมธ.ยกร่างฯ ปฏิรูประบบรัฐสภา เพิ่มอำนาจฝ่ายค้านตรวจสอบ ล็อกเก้าอี้รองปธ.- กมธ.ป.ป.ช.และงบประมาณ

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่าวรัฐธรรมนูญในส่วนที่สี่ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสองว่า โดยส่วนใหญ่ได้นำหลักการของรัฐธรรมนูญ 2550 มาบัญญัติไว้ แต่ได้มีการเพิ่มบางมาตราที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในมาตรา135ได้กำหนดให้ประธานสภาผูแทนราษฎร มาจากการเลือกตั้งของส.ส.ที่มีคะแนนเสียงสูงสุดและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งมาจากผู้ที่ได้รับคะแนเสียงเป้นอันดับสอง ขณะที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง มาจากผู้ที่ได้คะแนนเป็นลำดับสาม ซึ่งมาตราดังกล่าวจะเป็นหลักประกันให้รองประธานสภาฯได้มาจากฝ่ายค้านด้วยนอกจากนี้ ประธานและรองประธานสภาฯจะเป็นกรรมการบริหารและต้องหเามเข้าร่วมประชุมพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองมิได้

ส่วนในมาตรา145 ได้กำหนดให้ส.ส.ในฝ่ายค้านต้องเป็นประธานคณะกรรมาธิการสามัญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือทำหน้าที่กำกับติดตามเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

นายคำนูณ กล่าวต่อว่า ในมาตรา149 ยังให้อำนาจวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า40คน สามารถตราพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้ โดยจะต้องเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาก่อนสามวาระก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป แต่เอกสิทธิการยืนยันร่างกฎหมายยังเป็นอำนาจของส.ส.เช่นเดิม รวมทั้งหากเป็นประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 คน เข้าชื่อเสนอกฎหมาย สภาต้องพิจารณาภายใน 180 วัน และหากมีการยุบสภา ร่างกฎหมายของประชาชนจะไม่ตกไป และนำมาพิจารณาต่อในสภาชุดใหม่ทันทีโดยไม่ต้องรอให้คณะรัฐมนตรียืนยัน

นายคำนูณ กล่าวว่า ในกรณีที่มีการตั้งกระทู้ถามสดของส.ส. ส.ว. นายกฯ หรือรัฐมนตรี มีหน้าที่ต้องตอบโดยเร็ว เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่มีการวางหลักบทลงโทษแก่นายกฯหรือรัฐมนตรีที่จงใจไม่มาตอบกระทู้ เพราะเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจิตสำนึกและมาตรการสังคมจะลงโทษเอง

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจพฤติกรรมของนายกฯนั้น หากเป็นเรื่องปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เล็งเห็นว่าจะเกิดความเสียหายแก่เงินและแผ่นดิน จะเสนอโดยไม่มีการฟ้องคดีต่อศาลวินัยการเงินการคลังและงบประมาณที่อยู่ในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดมิได้ รวมถึงการลงมติไม่ไว้วางใจให้นับเฉพาะคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเท่านั้นโดยคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจต้องเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ และเมื่อนายกฯไม่ได้รับความไว้วางใจต้องเป็นเหตุให้สภาฯสิ้นสภาพไปด้วย

นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า กรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากนายกฯต้องพ้นสภาพไปด้วยนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากเชื่อว่าระบบเลือกตั้งแบบใหม่ จะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก และอาจจะทำให้บรรดาพรรคเล็กกดดันการทำหน้าที่ของนายกฯ ดังนั้น เมื่อมีมาตรการดังกล่าวเชื่อว่ส.ส.จะไม่กล้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อทำให้สมาชิกสิ้นสภาพไปด้วย ทำให้การตรวจสอบจึงมีแนวทางที่เปลี่ยนไปด้วยหากพบการทุจริตให้ร้องที่ป.ป.ช. หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน ให้ไปศาลวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ เพราะวิธีการนี้ถ้านายกฯมีความผิด สภายังคงอยู่ แค่คณะรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพไป ขณะที่การให้อำนาจวุฒิสภาสามารถเสนอกฎหมายได้นั้น เพื่อเป้นการอุดช่องว่างกฎหมายให้กลุ่มอาชีพต่างๆสามารถเสนอกฎหมายได้ จากเดิมที่ไม่ได้รับการขับเคลื่อนจากนักการเมือง