การบ้านแก้พ.ร.บ.ปิโตรฯ ปลดล็อกม.56-คงสิทธิ์รัฐสำรวจก่อน

การบ้านแก้พ.ร.บ.ปิโตรฯ ปลดล็อกม.56-คงสิทธิ์รัฐสำรวจก่อน

(รายงาน) สำรวจประเด็นแก้ พ.ร.บ.ปิโตรฯ ปลดล็อกม.56 - คงสิทธิ์รัฐสำรวจก่อน

หลังจากรัฐบาลยอมเปิดไฟเขียวให้ตั้ง "คณะกรรมการร่วม" ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ซึ่งถือเป็นการ "ถอยก้าวที่ 2" จากที่ก่อนหน้านั้นยอมชะลอการเปิดสัมปทานไปแล้ว


จึงนับเป็นสัญญาณดีในการแก้ไขปัญหาด้านพลังงานซึ่งมีความเห็นที่แตกต่างระหว่าง "2 ขั้วความคิด" อย่างชัดเจน


กรรมการจะมีเบื้องต้นฝ่ายละ 6 คน และข้อเสนอหนึ่งของฝ่ายคัดค้าน คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514


คำถามที่น่าสนใจก็คือ การจะแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จะแก้ในประเด็นไหน และอย่างไร? เพราะฝ่ายรัฐบาลก็ยืนกรานเสียงแข็งว่า พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ทันสมัยดีแล้ว และผ่านการแก้ไขมาหลายครั้ง

ประสงค์: ต้องแก้มาตรา 56
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะแกนนำเครือข่ายภาคประชาชนปฏิรูปพลังงาน (คปพ.) และหนึ่งในหกที่จะเข้าไปเป็นกรรมการร่วมฯ จากฝ่ายผู้คัดค้าน กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ประเด็นสำคัญของการปลดล็อกปัญหาพลังงานอยู่ที่การแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเห็นว่าไม่ควรใช้ระบบสัมปทาน โดยเฉพาะในมาตรา 56 ของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ซึ่งไม่เคยมีการแก้ไขเลยนับตั้งแต่มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ปี 2514 โดยมาตราดังกล่าวระบุให้ "ผู้รับสัมปทานมีสิทธิขายและจำหน่ายปิโตรเลียมที่ผู้รับสัมปทานผลิตได้"


จุดนี้เห็นว่าทำให้ประเทศชาติเสียเปรียบ ดังนั้นจึงควรแก้กฎหมายหาทางให้มีการ "แบ่งปันผลผลิต" เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่ให้บริษัทที่ประมูลได้สัมปทาน ได้รับสิทธิเพียงฝ่ายเดียว

รสนา: ก.ม.คุมเฉพาะต้นน้ำ
ขณะที่ นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านพลังงาน หนึ่งในหกกรรมการร่วมฯ ฝ่ายผู้คัดค้าน กล่าวว่า ขณะนี้ประเด็นพลังงานเปลี่ยนบริบทไป คือ ให้ชะลอสัมปทานออกไปก่อนเพื่อพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากเดิมคือให้เลื่อนการเปิดสัมปทานไปเป็นวันที่ 16 มี.ค. ซึ่งในขณะนั้นก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะทางกลุ่มที่สนับสนุนก็ยืนยันที่จะให้มีการเปิดสัมปทาน ขณะที่กลุ่มภาคประชาชนก็ยืนยันที่จะให้มีการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


เท่าที่ทราบคือ ในประเด็นการยกร่างกฎหมายนั้นจะเป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ในส่วนนี้แล้ว จึงต้องรอดูว่า กมธ.ที่ตั้งขึ้นมาจะทำหน้าที่อะไรบ้าง


อย่างไรก็ดี เห็นว่าในประเด็นเรื่องการเปิดสัมปทาน กับการแบ่งปันผลผลิตนั้น มีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน โดยการเปิดสัมปทานจะเป็นภาระที่เอกชนเข้ามาดำเนินการ ขณะที่การแบ่งปันผลผลิต รัฐจะทำหน้าที่นั้นแทน โดยจะต้องมี "บริษัทพลังงานแห่งชาติ" ขึ้นมา ดังนั้นรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องมีรายละเอียดในส่วนนี้ให้ชัดเจน


"กิจการพลังงานนั้น มีกระบวนการทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ กระบวนการต้นน้ำ คือ การขุดเจาะเพื่อการผลิต กระบวนการกลางน้ำ คือ การเอาน้ำมันไปกลั่น และกระบวนการปลายน้ำ คือ การเอาน้ำมันไปขาย ซึ่งในส่วนของ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมนั้น ครอบคลุมเพียงแค่กระบวนการต้นน้ำ ตรงนี้หากรัฐบาลมีความชัดเจน หรือถ้าฟันธงมาเลยว่าแนวทางควรจะเป็นอย่างไร ก็จะทำให้การออกกฎหมายเป็นไปอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น" สปช.ด้านพลังงานระบุ

บุญยืน: รัฐต้องมีสิทธิ์สำรวจก่อน
นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และตัวแทนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย กล่าวว่า กฎหมายยังมีปัญหาอยู่จริง และการแก้ไขกฎหมายจะช่วยให้การปฏิรูปพลังงานของประเทศคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม สร้างทางเลือกของประเทศให้มากกว่าการผูกติดกับระบบสัมปทานอย่างเดียว อีกทั้งอยากเห็นการแยกการสำรวจกับการผลิตออกจากกัน เพราะว่ากฎหมายผูกติดกันไว้


"ต้องเขียนใหม่ให้ชัดเจนในกฎหมาย ให้เรามีช่องทางเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พลังงาน ไม่ใช่ได้แต่เงินอย่างเดียวเหมือนในระบบสัมปทานปัจจุบัน ทำให้เราต้องใช้ราคาตลาดโลกตลอด ทั้งที่เรามีผลผลิตในประเทศเรา"
นางสาวบุญยืน กล่าวต่อว่า ระบบสัมปทานให้ความสำคัญค่อนข้างน้อยกับประโยชน์อื่นๆ เช่น การมีสิทธิ์ในข้อมูลปิโตรเลียม ทำให้ที่ผ่านมารัฐและประชาชนต้องพึ่งข้อมูลจากเอกชนทั้งหมด อีกทั้งบุคลากรก็ไม่ได้รับการพัฒนาใดๆ 44 ปีที่เราพูดถึงการแบ่งปันผลผลิตที่ประเทศอื่นพูดถึงกัน ก็ยังมีเสียงจากบุคลากรว่ายังไม่พร้อม


"หากเราไม่เริ่มวันนี้ เราก็ยังไม่มีทางพร้อม รวมทั้งรัฐไม่มีข้อมูลปริมาณปิโตรเลียมเป็นของตัวเอง การเปิดสัมปทานก็เปิดไปโดยที่ไม่รู้ว่าเรามีเท่าไรที่สามารถประมูลให้มีความคุ้มค่า ฉะนั้นจึงต้องมีการเขียนไว้ว่ารัฐต้องมีสิทธิ์ในการสำรวจก่อน"


ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวด้วยว่า ระบบสัมปทานในปัจจุบันไม่เอื้อให้เกิดการแข่งขัน อีกทั้งไม่เป็นธรรมต่อผู้รับสัมปทานรายใหม่ ทำให้เปิดสัมปทานกี่รอบก็ยังได้ผู้รับสัมปทานหน้าเก่าอยู่ ไม่มีรายใหม่เข้ามา อีกทั้งระบบสัมปทานไม่มีการรับรองสิทธิ์การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย ทั้งเรื่องสำรวจและผลิต ตลอดจนเรื่องการจัดสรรทรัพยากร