"วิษณุ" แย้มทั้งสหกรณ์ฯ-ธรรมกาย" มีเบื้องลึก พูดมากไม่ได้หวั่นบานปลาย-กระทบคดี ไม่อยากยุ่งแต่ก็ต้องยุ่งเพราะเป็นหน้าที่ "ปปง.-ดีเอสไอ"
เปิดตู้เซฟบริษัทรับโอนหุ้นจากอดีตประธานสหกรณ์ฯ คลองจั่น พบโฉนดที่ดิน สมุดบัญชี เร่งนำไปตรวจสอบขยายผล พร้อมเก็บดีเอ็นเอโยงผู้ร่วมกระทำผิด
ที่ ทำเนียบรัฐบาล วานนี้ (25 ก.พ.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการตรวจสอบคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นว่า ไม่มีหน้าที่ในการตรวจสอบโดยตรง แต่มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่ เพียงมาดูแลการทำงานของแต่ละหน่วยงานไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน แล้วเสนอรัฐบาลต่อไป แต่วันนี้อยากให้มีการคืนเงินให้ได้เสียก่อน
เขากล่าวว่า เรื่องนี้พูดมากไม่ได้เพราะจะเสียรูปคดี และถ้าต้องการให้มีการคืนเงินทองก็ต้องว่ากันไปทีละลำดับ โดยเอาสหกรณ์ฯ เป็นตัวตั้งว่า เงินไปอยู่ที่ไหนบ้างต้องไปดูตรงนั้น ไม่ใช่เอาวัดพระธรรมกายเป็นตัวตั้งแล้วมาโยงสหกรณ์ฯ
"เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนเกินกว่าที่สังคมรับรู้ สื่อก็สนใจในสิ่งที่เป็นข่าว แต่ในแง่รัฐบาลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย มีอะไรอยู่ใต้ข่าวอีกเยอะที่ยังไม่เป็นข่าว ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังมาก" นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ผลคดีทั้งแพ่งและอาญา เมื่อออกมาแล้วสามารถนำผลไปร้องต่อมหาเถรสมาคมได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของมหาเถรสมาคมก็คงต้องส่งให้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า เรื่องดังกล่าวทำให้ปวดหัวหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คงไม่สนุกเหมือนดูละคร และถ้าพูดมากๆ ก็กลายเป็นเรื่องบานปลายได้
ไม่อยากยุ่งก็ต้องยุ่งเพราะเป็นหน้าที่
ต่อข้อถามกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่อยากยุ่งเรื่องดังกล่าว เพราะเกรงว่าลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายจะลุกขึ้นมา นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากยุ่ง แต่ยุ่งที่ว่า คือ การเข้าไปสอดแทรก วิ่งเต้น กลบเกลื่อน หรือถือหาง แต่หากคำว่ายุ่ง หมายถึงหน้าที่ก็ต้องเข้าไปทำให้ชัดเจน โปร่งใส และถูกต้องแก่พระศาสนา เป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้อง ยิ่งมีเรื่องสหกรณ์ฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องการคืนเงิน คืนทอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของคำว่าเป็นธรรม คนที่มีหน้าที่จำเป็นต้องยุ่ง
ดีเอสไอ-ปปง.เปิดเซฟบริษัทรับโอนหุ้น
วันเดียวกัน ที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พ.ต.อ.ดุษฎี อายรยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายนพดล อุเทน ผอ.กองคดี 1 ปปง. ร่วมเป็นสักขีพยานเปิดตู้เซฟที่อายัดมาจาก บริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่ง ปปง.มีคำสั่งอายัดทรัพย์หุ้น ในบริษัทดังกล่าวรวมมูลค่ากว่า 1,110 ล้านบาท หลังพบว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีโอนหุ้นต่อให้กับนายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่ง ดีเอสไอและปปง.เข้าตรวจค้นบริษัทพร้อมอายัดเอกสารสำคัญ และทรัพย์สินบางส่วนมาตรวจสอบ รวมถึงตู้เซฟขนาดใหญ่ความสูงประมาณ 2 เมตร ที่ได้นำมาเปิดในครั้งนี้
ทั้งนี้ หลังจากที่ไม่สามารถติดต่อนายสถาพรได้ ทำให้ ปปง.ต้องประสานช่างเปิดตู้เซฟเพื่อตรวจสอบหาทรัพย์สิน โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จึงพบว่า ภายในตู้เซฟมีทั้งเอกสารโฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน ลูกแก้ว พระเครื่อง
โดยเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้ทำการตรวจเก็บดีเอ็นและลายพิมพ์นิ้วมือของกลางทุกชิ้น บันทึกไว้เป็นหลักฐานส่งมอบให้ ปปง.ไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ในตู้เซฟมีหลักฐานเชื่อมโยงกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ รวมถึงอาวุธปืน 5 กระบอก ที่ต้องนำไปตรวจสอบว่ามีใบอนุญาต และเคยนำไปก่อเหตุหรือไม่
นอกจากนี้ยังพบเอกสารอ้างชื่อทหารยศ พ.อ.นำหน้าด้วย สำหรับทรัพย์สินที่พบทั้งหมดสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์จะเก็บหลักฐานดีเอ็นเอเพื่อทำบันทึกส่งให้ ปปง.จัดทำบัญชีและตรวจสอบดำเนินคดี ซึ่งอาจเชื่อมโยงถึงบุคคลที่ร่วมกระทำผิดรายอื่นเพิ่มเติม รวมถึงจะเสนอให้เลขาธิการ ปปง.แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอเพื่อดำเนินคดีกับนายสถาพรด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อกับนายสถาพรได้
เหลือเงินในบัญชีแค่3หมื่นบาท
ด้านนายนพดล กล่าวถึงการตรวจสอบข้อมูลการรายงานธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินของนายศุภชัยพบว่า เมื่อปี 2553 มีการโอนเงินให้นายสถาพร เป็นเงิน 127 ล้านบาท และระหว่างปี 2554-2555 ได้โอนให้บริษัท เอส.ดับบลิวฯ เป็นเงิน 124 ล้านบาท
สำหรับสมุดบัญชี 3 เล่มที่พบในตู้เซฟ เป็นสมุดบัญชีชื่อนายสถาพร 1 เล่ม อีก 2 เล่มเป็นชื่อบริษัท ก่อนหน้านี้มีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 27 ล้านบาท แต่ถูกทยอยถอนออกไปตั้งแต่ปี 2556 ล่าสุดพบว่า มีเงินคงเหลือในบัญชีเพียง 30,000 บาท เท่านั้น




