วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยันร่างพรบ.สเต็มเซลล์ กันประชาชนถูกหลอก

แพทยสภา ยันร่างพรบ.สเต็มเซลล์ ไม่กีดกันการรักษาโรค-การวิจัย มุ่งคุ้มครองประชาชน สะกัดการถูกหลอก

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่มีบางหน่วยงานออกมาคัดค้านร่างพรบ.สเต็มเซลล์ พ.ศ...โดยอ้างว่า กฎหมายดังกล่าวกีดกันการเข้าถึงการรักษาโรคของประชาชน และกีดกันแพทย์ไม่ให้ทำการทดลองวิธีการรักษาโรคต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์ ว่า ร่าง พรบ.สเต็มเซลล์ ออกมาเพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกหลอกจากวิธีการรักษาที่ยังไม่ได้รับการรับรอง เพราะคนไทยถูกหลอกเยอะ อย่างเช่น กรณีที่พาคนไปฉีดเฟรชเซลล์ที่ประเทศเยอรมัน ตนได้อ่านเอกสารแล้วก็พบว่าแม้แต่ประเทศเยอรมันเองยังให้คนไข้เซ็นชื่อรับทราบว่าวิธีการดังกล่าวยังไม่มีการรับรองว่าสามารถรักษาโรคได้ผลดี แต่กลับไม่เคยมีใครอธิบายเรื่องนี้ให้คนไข้ทราบ และขอยืนยันว่า ไม่ได้กีดกันแพทย์ไม่ให้ศึกษาวิจัยเรื่องดังกล่าว แต่ถ้าจะทำต้องมาขออนุญาตก่อน เพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง และปัจจุบันมีแพทย์ที่ศึกษาเรื่องนี้จำนวนไม่น้อย

ด้าน นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าศูนย์วิจัยเซลล์ต้นกำเนิด และเซลล์บำบัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยอมรับให้ใช้สเต็มเซลล์ในการรักษา 5 โรคทางโลหิตวิทยาเท่านั้น ยังไม่ได้รับรองการรักษาอื่นๆ ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากทั่วโลก ทั้งในอเมริกา อังกฤษ และยุโรป ทั้งนี้หากมีการรักษาใหม่ๆ ที่มีหลักฐานเป็นที่ยอมรับ กรรมการแพทยสภาและผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดก็จะพิจารณาให้การรับรองเพิ่มได้ อย่างล่าสุด เมื่อปลายปี 2557 ที่ยุโรป (Europe Medicine Agency: EMA) ประกาศจะยอมรับผลิตภัณฑ์จากสเต็มเซลล์กระจกตาเพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคสเต็มเซลล์กระจกตาเสื่อมหลังจากได้วิจัยมาแล้วกว่า 10 ปี ถ้าไทยจะยอมรับเป็นการรักษามาตรฐานตามยุโรป ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์และแพทยสภาก็ต้องมากำหนดคุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการ และมาตรฐานการปลูกถ่าย รวมถึงกำหนดสถานที่ให้บริการนี้ต่อไป

ส่วนที่ระบุว่าสเต็มเซลล์จะเข้าไปช่วยเพิ่มเทโรเมียชะลอความแก่นั้น แม้สเต็มเซลล์บางชนิดจะมีเอนไซม์เทโรเมอเรสในเซลล์มากกว่าเซลล์ร่างกายทั่วไป แต่ไม่มีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าสเต็มเซลล์สามารถทำให้เกิดการเพิ่มเทโรเมียในเซลล์อื่นๆหรือสเต็มเซลล์ด้วยกัน ในทางวิทยาศาสตร์มีวิธีที่จะเพิ่มเทโรเมอเรสในเซลล์ได้แต่วิธีที่ใช้ซับซ้อนกว่านี้มากไม่สามารถหวังว่าสารที่สเต็มเซลล์หลั่งจะทำให้เกิดผลดังกล่าว ในทางกลับกันการนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมจะทำให้ผู้ป่วยได้รับความเสี่ยง คือเกิดการแพ้ตั้งแต่ในระดับเล็กน้อย จนถึงขั้นช็อก เสียชีวิต อุดตันเส้นเลือดทำให้เป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ไตวาย หรือกลายเป็นเซลล์ชนิดที่ไม่ต้องการ เช่นกระดูกในหัวใจ กลายเป็นเนื้องอก และในกรณีที่เพาะเลี้ยงเซลล์ของตัวเองข้างนอกก่อนปลูกถ่ายเข้าไปนั้นมีความเสี่ยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมเป็นเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้คลินิกที่ไม่ได้รับการควบคุมยังมีการผสมสารต่างๆ ที่อันตรายเข้าไปอีกด้วย

“แพทย์แผนปัจจุบันต่างพูดตรงกันว่าวิธีที่นำมารักษาผู้ป่วยทุกประเภทต้องผ่านการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดว่าปลอดภัยต่อผู้ป่วยจริง ในอนาคตสเต็มเซลล์อาจนำไปใช้รักษาโรคได้อีกมาก แต่ที่ออกมาบอกว่าเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกนั้นน่าจะมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุม ตรงนี้ก็ต้องทำให้มีความชัดเจน ไม่ใช่อ้างว่าเป็นศาสตร์ทางเลือกก็ไม่ต้องมีมาตรฐาน ให้ข้อมูลคนไข้และสื่อต่างๆ อย่างไรก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ เมื่อเกิดผลข้างเคียง และคิดเงินแพงเท่าไหร่ก็ได้ ” นพ.นิพัญจน์ กล่าว